B
ITBlock - Self&Improvement

ในยุค AI ที่ใครก็เสี่ยงตกงาน: ถอดรหัสปรัชญา Stoic และการสร้างตัวตนแบบ One Person Business กับ กษิดิศ สตางค์มงคล

ในยุค AI ที่ใครก็เสี่ยงตกงาน: ถอดรหัสปรัชญา Stoic และการสร้างตัวตนแบบ One Person Business กับ กษิดิศ สตางค์มงคล

ความกังวลในยุค AI กับความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็ว กษิดิศ สตางค์มงคล เจ้าของเพจและเว็บไซต์ DataRockie ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจและตรงไปตรงมาว่า ความเสี่ยงเรื่องการตกงานนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้แต่คนที่มีความสามารถสูงกว่าค่าเฉลี่ยในสังคมก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครในประเทศไทยสามารถรอดพ้นจากคลื่นลูกใหญ่นี้ไปได้

ในยุค AI ที่ใครก็เสี่ยงตกงาน: ถอดรหัสปรัชญา Stoic และการสร้างตัวตนแบบ One Person Business กับ กษิดิศ สตางค์มงคล - บทความจาก ITBlockman

ผู้บรรยายได้แชร์ประสบการณ์ส่วนตัวถึงความรู้สึกหวาดกลัวต่อสถานการณ์ดังกล่าว จนถึงขั้นต้องปรับเปลี่ยนวินัยในการใช้ชีวิตอย่างเข้มงวด เช่น การตื่นนอนตั้งแต่เวลาตี 4 หรือตี 5 ของทุกวัน เพื่อพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถที่สูงขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าความเจ็บปวดจากการที่ต้องลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเองนั้น น้อยกว่าความเจ็บปวดจากการไม่มีงานทำอย่างมหาศาล

ในยุค AI ที่ใครก็เสี่ยงตกงาน: ถอดรหัสปรัชญา Stoic และการสร้างตัวตนแบบ One Person Business กับ กษิดิศ สตางค์มงคล - บทความจาก ITBlockman

โรงเรียนคือสถานที่แห่งนิสัย ไม่ใช่เพียงสถานที่ตั้ง

กษิดิศได้เน้นย้ำว่า โรงเรียนที่แท้จริงไม่ใช่สถานที่หรืออาคารเรียน แต่เป็นนิสัยแห่งการเรียนรู้ที่ฝังอยู่ในตัวเรา ทุกคนต่างต้องการชีวิตที่ดีขึ้น แต่บ่อยครั้งในเวลาว่างเรากลับทำสิ่งที่ตรงข้ามกับเป้าหมายนั้น การที่ตลาดแรงงานมีตำแหน่งงานมากมายบนแพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn หรือ JobDB แต่เหตุใดคนส่วนใหญ่จึงสมัครไม่ได้ คำตอบอยู่ที่ทักษะและประสบการณ์ที่ไม่ถึงระดับที่ตลาดต้องการ

ในยุค AI ที่ใครก็เสี่ยงตกงาน: ถอดรหัสปรัชญา Stoic และการสร้างตัวตนแบบ One Person Business กับ กษิดิศ สตางค์มงคล - บทความจาก ITBlockman

ปรัชญา Stoic: กุญแจสู่การใช้ชีวิตและธุรกิจที่ยั่งยืน

สำหรับการใช้ชีวิตให้ดีกับการตายให้ดีนั้น สำหรับผู้ที่ยึดถือปรัชญา Stoic ถือเป็นเรื่องเดียวกัน เขาแนะนำให้เลือกเส้นทางที่ยากแต่มีความหมาย และยึดมั่นในเส้นทางแห่งความดี ซึ่งจะนำพาชีวิตให้ไม่มีวันแยกไปในทางที่แย่ลง ปรัชญานี้ยังถูกนำมาปรับใช้กับการทำธุรกิจแบบ One Person Business ที่เน้นแนวคิด We grow better, not bigger คือการทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะเน้นการขยายตัวให้ใหญ่โตจนสูญเสียความคล่องตัว

การสร้างธุรกิจคนเดียวในยุคที่โลกต้องการสเกล

แม้สังคมจะบอกว่าธุรกิจที่โตต้องมีการจ้างคนจำนวนมาก แต่เขากลับตัดสินใจทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว เพราะความคล่องตัวช่วยให้สามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้โดยไม่ต้องแบกภาระมากมาย รายได้ที่เพียงพอต่อการดูแลครอบครัวและเก็บออมถือเป็นเป้าหมายที่ยั่งยืนกว่าการวิ่งไล่ตามตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด

การเรียนรู้และการพัฒนาตนเองด้วยตนเอง

กษิดิศแบ่งปันเฟรมเวิร์คสำคัญในการเรียนรู้คือ ถ้าไม่รู้ให้อ่าน ถ้าไม่เข้าใจให้เขียน และถ้าเขียนจนเข้าใจแล้วให้ลงมือทำ การเขียนคือการตกผลึกความคิดที่ดีที่สุด โดยเขามองว่าใบเซอร์หรือประกาศนียบัตรไม่ได้การันตีความสามารถ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำจริงจนเกิดความเชี่ยวชาญ และเขาได้ตั้งคำถามสำคัญกับผู้ที่มุ่งเน้นการเรียนตามกระแสว่า เรียนไปเพื่ออะไร หากเรียนแล้วชีวิตไม่ได้ดีขึ้น การเรียนนั้นย่อมเสียเวลาเปล่า

สรุปบทเรียน: หัวใจของผู้ให้

ท้ายที่สุด กษิดิศสรุปว่าการทำคอนเทนต์หรือทำธุรกิจโดยยึดจิตวิญญาณของผู้ให้เป็นที่ตั้ง คือกลยุทธ์ที่ยั่งยืนที่สุด ยิ่งเรามอบสิ่งที่มีคุณค่าให้แก่สังคมมากเท่าไร เมื่อถึงวันที่เรามีผลิตภัณฑ์หรือบริการ สิ่งเหล่านั้นจะได้รับการตอบรับและสนับสนุนจากผู้คนอย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้วความสำเร็จไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่เกิดจากการสั่งสมความรู้ การมีวินัย และการรู้จักพอในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการส่งต่อคุณค่าให้โลกใบนี้ดีขึ้น

ที่มา : youtube channel Benz Arnun

← กลับหน้าหลัก
📚 คุณอาจจะชอบสิ่งนี้
คัดลอกลิงก์สำเร็จ!