ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ด้วย 9 นิสัยสุขภาพดีที่ใครก็ทำได้
การมีสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการหักโหมหรือกดดันตัวเองจนเกินไป หลายครั้งที่ความพยายามตั้งเป้าหมายที่สูงเกินจริงในช่วงปีใหม่มักจบลงด้วยความล้มเหลว เพราะความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นระหว่างทาง หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสุขภาพอย่างยั่งยืนคือการสร้าง Micro Habits หรือนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้จริงในทุกๆ วัน แม้ในวันที่รู้สึกขี้เกียจที่สุด เพราะนิสัยเล็กๆ เหล่านี้เมื่อสะสมไปนานๆ จะส่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าการโหมทำหนักๆ เพียงแค่ครั้งเดียว
1. Jump Start Your Day
เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการกระโดดเบาๆ ประมาณ 50 ครั้ง วิธีนี้ช่วยปลุกร่างกายให้ตื่นตัวหลังจากนอนหลับมาตลอดทั้งคืน เป็นการเพิ่มออกซิเจนให้สมองและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องระบบน้ำเหลือง ซึ่งเป็นระบบสำคัญในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย การขยับกล้ามเนื้อช่วงน่องจะช่วยให้น้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดอาการบวมน้ำ และยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก รวมถึงกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟินที่ช่วยปรับสมดุลอารมณ์ให้สดใสไปตลอดทั้งวัน หากใครไม่สะดวกกระโดด สามารถใช้วิธีเขย่งส้นเท้าขึ้นลงแทนได้
2. ดื่มน้ำเปล่าทันทีหลังตื่นนอน
หลังจากแปรงฟันเสร็จ ควรดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วทันทีเพื่อรีเซตร่างกายและกระตุ้นระบบเผาผลาญ รวมถึงระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ การตั้งแก้วน้ำไว้ในจุดที่มองเห็นได้ง่ายจะช่วยเตือนความจำได้เป็นอย่างดี
3. พกกระติกน้ำติดตัวไว้เสมอ
การมีกระติกน้ำวางอยู่ข้างตัวขณะทำงานจะช่วยเตือนให้เราจิบน้ำบ่อยขึ้นโดยไม่รู้ตัว และการดื่มน้ำบ่อยๆ ยังทำให้เราต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะดีที่จะได้ลุกออกจากโต๊ะทำงานเพื่อยืดเส้นยืดสาย ลดอาการปวดเมื่อยจากการนั่งท่าเดิมนานๆ นอกจากนี้ การเลือกดื่มน้ำอุ่นยังช่วยเรื่องระบบไหลเวียนโลหิตและระบบขับถ่ายได้ดีขึ้นอีกด้วย
4. มีเมนูสุขภาพจานโปรดที่ทำง่าย
การมีสูตรอาหารสุขภาพที่ทำง่าย รวดเร็ว และใช้อุปกรณ์น้อย จะช่วยลดข้ออ้างในการขี้เกียจทำอาหารคลีน เมนูแนะนำคือการใช้ไข่ไก่กับเต้าหู้ โดยนำไปนึ่งในไมโครเวฟเพียงไม่กี่นาที ก็จะได้มื้ออาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งจำเป็นต่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมร่างกาย การกินโปรตีนให้เพียงพอจะช่วยให้อิ่มนานขึ้นและส่งผลดีต่อผิวพรรณและเล็บ
5. ลดน้ำตาลแบบค่อยเป็นค่อยไป
แทนที่จะหักดิบเลิกกินหวานทันที ให้ใช้วิธีค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลลงทีละขั้น เช่น จาก 75% เหลือ 50% และ 25% จนสามารถกินที่ 0% ได้ในที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวและทำให้ลิ้นของเราชินกับรสชาติที่หวานน้อยลงอย่างเป็นธรรมชาติ ลดโอกาสการอักเสบของเซลล์และชะลอความเสื่อมสภาพของผิวพรรณ
6. เลี่ยงการซดน้ำซุป
ในน้ำซุปมักมีการปรุงรสจัดและมีปริมาณโซเดียมสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการบวมน้ำ การเลี่ยงการซดน้ำซุปหรือพยายามบีบน้ำซุปออกให้ได้มากที่สุด จะช่วยลดปริมาณโซเดียมที่ได้รับต่อวันได้อย่างมหาศาลโดยไม่ต้องอดอาหารมื้อโปรด
7. ขยับร่างกายระหว่างรอ
ใช้เวลาว่างระหว่างรอรถ รอลิฟต์ หรือรออาหารเวฟให้เป็นประโยชน์ ด้วยการออกกำลังกายเบาๆ เช่น การทำสควอท (Squats) เพื่อบริหารกล้ามเนื้อต้นขา หรือการขยับส้นเท้า (Calf Raises) หากใครต้องการความเหนื่อยหอบในเวลาสั้นๆ ก็สามารถทำท่า Rocket Jump ได้ การแทรกกิจกรรมเหล่านี้เข้าไปในชีวิตประจำวันคือเคล็ดลับของการมีหุ่นที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องเข้ายิม
8. ดูแลระดับกลูโคสในเลือด
การคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูง (Glucose Spike) เป็นเรื่องสำคัญ ควรเริ่มมื้อเช้าด้วยอาหารคาวที่เน้นโปรตีนและไขมัน แทนการกินแป้งหรือน้ำตาล นอกจากนี้ การดื่มน้ำผสมแอปเปิ้ลไซเดอร์วินิการ์ก่อนมื้ออาหาร หรือการปรับลำดับการกินโดยเริ่มจากผัก (ไฟเบอร์) ตามด้วยโปรตีน และปิดท้ายด้วยแป้ง จะช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น
9. เดินไปพร้อมความสนุก
ในวันที่ขี้เกียจออกกำลังกาย ให้ลองเปิดเพลงหรือซีรีส์ที่ชอบแล้วออกไปเดินเล่น โดยสมมติว่าตัวเองเป็นตัวเอกในเรื่อง วิธีนี้จะช่วยให้เดินได้นานขึ้น ได้รับแสงแดดซึ่งมีวิตามินดี และช่วยฮีลใจจากความเครียดสะสมได้เป็นอย่างดี
ที่มา : youtube channel Jib Jannapa
