ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ GDP
หลายคนมักมองว่า GDP คือตัวชี้วัดความมั่งคั่งของคนในชาติ แต่ความจริงแล้ว GDP วัดเพียงแค่สิ่งที่ผลิตได้ภายในพรมแดนของประเทศเท่านั้น โดยไม่ได้สนใจว่าเงินเหล่านั้นสุดท้ายแล้วตกอยู่ในมือใคร ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการที่บริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งโรงงานผลิตสินค้ามูลค่ามหาศาล ซึ่ง GDP ของประเทศจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กำไรมหาศาลเหล่านั้นไม่ได้ถูกเก็บไว้ในประเทศ กลับไหลคืนสู่ผู้ถือหุ้นในต่างแดน นี่คือจุดที่ทำให้สิงคโปร์และฮ่องกงมีตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ
สิงคโปร์ผลิตได้มากกว่า แต่คนฮ่องกงรวยกว่า
เมื่อพิจารณาที่ตัวเลขผลผลิตต่อหัว สิงคโปร์ผลิตได้สูงถึง 170,000 ดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่ฮ่องกงผลิตได้ประมาณ 84,000 ดอลลาร์ ซึ่งสิงคโปร์มีตัวเลขสูงกว่าเกินเท่าตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อหันมาดูความมั่งคั่งสุทธิที่แท้จริงของประชาชนทั่วไป ตัวเลขกลับพลิกผัน คนในฮ่องกงมีทรัพย์สินเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ประมาณ 222,000 ดอลลาร์ ส่วนชาวสิงคโปร์มีเพียง 114,000 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่ผลิตได้มากกว่า กลับไม่ใช่ประเทศที่ประชาชนถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคลได้มากกว่าเสมอไป
เหตุผลที่ผลผลิตมหาศาลของสิงคโปร์ไม่ได้กลายเป็นความรวยของรายบุคคล
สาเหตุหลักแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยสำคัญ ประการแรกคือการลงทุนจากต่างชาติ สิงคโปร์ออกแบบนโยบายดึงดูดบริษัทข้ามชาติมาอย่างยาวนาน ทำให้บริษัทเหล่านี้สร้าง GDP ให้สิงคโปร์ได้มหาศาล แต่กำไรส่วนใหญ่ถูกส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ประการที่สองคือความมั่งคั่งของรัฐ สิงคโปร์ไม่ได้กระจายเงินทั้งหมดให้ประชาชน แต่เก็บสะสมไว้ผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอย่าง GIC และ Temasek ซึ่งนำไปลงทุนทั่วโลกและนำผลตอบแทนมาใช้เป็นงบประมาณแผ่นดินเพื่ออุดหนุนสวัสดิการแทนการแจกเงินสด
ประการสุดท้ายคือโครงสร้างประชากร สิงคโปร์มีประชากรจำนวนมากที่เป็นแรงงานต่างชาติและคนทำงานชั่วคราว เมื่อนำตัวเลขผลผลิตทั้งหมดมาหารเฉลี่ยกับประชากรจำนวนมหาศาลที่ไม่ได้ถือครองทรัพย์สินระยะยาวในสิงคโปร์ จึงทำให้ตัวเลขเฉลี่ยความมั่งคั่งต่อหัวคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
แล้วคนสิงคโปร์จนกว่าจริงหรือไม่?
คำตอบคือไม่จริง เพราะสิงคโปร์ใช้วิธีการสร้างความมั่งคั่งผ่านฐานรากที่มั่นคงแทนการสะสมเงินสดส่วนบุคคล นั่นคือระบบบังคับออมผ่านกองทุน CPF ซึ่งทำให้คนทำงานมีเงินออมเพื่อเกษียณและที่อยู่อาศัยในสัดส่วนที่สูงมาก นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่อยู่อาศัยของรัฐที่ทำให้ประชาชนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของที่พักอาศัยของตนเองได้ ซึ่งถือเป็นความมั่นคงที่ประเทศอื่นส่วนใหญ่ทำไม่ได้
บทสรุปของโมเดลการพัฒนา
สิงคโปร์ไม่ได้เป็นประเทศที่ยากจน แต่เลือกที่จะจัดการความมั่งคั่งผ่านโครงสร้างรัฐและสวัสดิการที่บังคับให้ทุกคนมีทรัพย์สินเป็นหลักแหล่งแทนที่จะปล่อยให้เป็นการถือครองส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์กำลังเผชิญกับความท้าทายจากสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อความยั่งยืนของโมเดลนี้ในอนาคต การเปรียบเทียบระหว่างสิงคโปร์และฮ่องกงจึงไม่ใช่การวัดว่าใครรวยกว่ากัน แต่เป็นการดูว่าแต่ละเมืองเลือกที่จะจัดการความมั่งคั่งของตนเองอย่างไรให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศตนเอง
