T
ITBlock - Social

การเมืองไทย 101: ย้อนรอยจากเสือตัวที่ 5 สู่บทเรียนวิกฤตต้มยำกุ้ง

การเมืองไทย 101: ย้อนรอยจากเสือตัวที่ 5 สู่บทเรียนวิกฤตต้มยำกุ้ง

จากความหวังสู่ความผันผวนทางการเมือง

หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความหวังอย่างเต็มเปี่ยม เราเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่และมีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยตัวเลข GDP ที่พุ่งสูงถึง 9-10% ต่อเนื่องหลายปี จนทั่วโลกต่างจับตามองว่าไทยกำลังจะก้าวขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย เคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานที่ใหญ่เกินขนาดเศรษฐกิจจริงได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทางการเงินที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย นั่นคือ วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540

กับดักการเปิดเสรีทางการเงินและวิกฤตต้มยำกุ้ง

ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะเร่งพัฒนาประเทศ รัฐบาลในยุคนั้นจึงตัดสินใจเปิดเสรีทางการเงินผ่านกลไกที่เรียกว่า BIBF (Bangkok International Banking Facilities) เพื่อให้ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถกู้ยืมเงินตราต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาใช้ในการลงทุนได้ โดยมีการใช้นโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไว้ที่ประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้กู้ แต่ในความเป็นจริง นโยบายนี้กลับสร้างรูโหว่ขนาดใหญ่ เพราะประเทศไทยพึ่งพาสภาพคล่องจากต่างประเทศมากเกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่แท้จริงหากเกิดความผันผวน

เมื่อนักลงทุนระดับโลกอย่าง จอร์จ โซรอส เริ่มโจมตีค่าเงินบาทด้วยการเทขายเงินบาทในปริมาณมหาศาลเพื่อกดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลง ประเทศไทยพยายามใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเข้าสู้เพื่อรักษาค่าเงินที่ตรึงไว้ แต่ท้ายที่สุดด้วยกระสุนที่หมดลง ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ส่งผลให้หนี้ต่างประเทศพุ่งสูงขึ้นทันทีเสมือนการถูกสูบเลือดออกจากร่างกายจนหัวใจวาย เศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรืองถึงคราวล่มสลาย และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ รวมถึงการต้องพึ่งพาเงินกู้จาก IMF เพื่อประคับประคองประเทศ

การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและไทม์ไลน์หลังวิกฤต

หลังปี 2540 การเมืองไทยมีพัฒนาการที่น่าสนใจ ทั้งการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปีเดียวกัน และการก้าวขึ้นมาของพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ คุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายในปี 2544 และ 2548 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนที่หันมาสนใจนโยบายที่จับต้องได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยแห่งความขัดแย้งก็นำไปสู่การรัฐประหารในปี 2549 และความวุ่นวายทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านรัฐธรรมนูญหลายฉบับและการเปลี่ยนแปลงอำนาจหลายครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความเปราะบางของระบอบประชาธิปไตยในบริบทไทย

บทเรียนและสติในระบอบประชาธิปไตย

การไล่เรียงประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงการบันทึกเหตุการณ์ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนคือพลังที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตย ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุเคยสอนไว้ว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ สติ และ ศีลธรรม ไม่ใช่เพียงแค่การใช้อิสรภาพอย่างเลื่อนลอย เพราะรัฐธรรมนูญหรือเทคโนโลยีใดๆ ก็ไม่อาจกำกับใจคนได้ดีเท่ากับความตระหนักรู้ของประชาชนเอง การเมืองไทยยังคงเป็นกระดานที่ต้องอาศัยการเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต เพื่อก้าวไปสู่สังคมที่มีคุณภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ที่มา : youtube channel THE STANDARD PODCAST

← กลับหน้าหลัก
📚 คุณอาจจะชอบสิ่งนี้
คัดลอกลิงก์สำเร็จ!