Denza Z9 GT: ยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ เตรียมลุยตลาดไทย
ในแวดวงยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังร้อนแรงขณะนี้ ชื่อของ Denza Z9 GT กลายเป็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย โดยล่าสุดทางช่อง Car Raver ได้รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าทรง Shooting Brake รุ่นท็อปตัวนี้ ที่กำลังเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย หลังจากที่เพิ่งสร้างกระแสฮือฮาด้วยการเปิดราคาจำหน่ายในประเทศมาเลเซียไปเมื่อไม่นานมานี้
ดีไซน์ระดับโลกจากปลายปากกานักออกแบบ Audi และ Lamborghini
จุดเด่นประการแรกที่ทำให้ Denza Z9 GT โดดเด่นสะดุดตาคือการออกแบบภายนอกในสไตล์ Shooting Brake ซึ่งเป็นการผสมผสานความโฉบเฉี่ยวของรถสปอร์ตซีดานเข้ากับความอเนกประสงค์ของรถ SUV ได้อย่างลงตัว โดยงานดีไซน์นี้เป็นผลงานของ Wolfgang Egger อดีตหัวหน้าทีมออกแบบของ Audi และ Lamborghini ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเส้นสายที่หรูหราแต่แฝงความดุดันตามมาตรฐานซูเปอร์คาร์
ขุมพลังมหาศาล 1,200 แรงม้า อัตราเร่งสุดเร้าใจ
ในด้านสมรรถนะ Denza Z9 GT รุ่นท็อปมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนที่ทรงพลังอย่างยิ่ง โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัว มอเตอร์หน้าให้กำลัง 230 กิโลวัตต์ ส่วนมอเตอร์คู่หลังแยกอิสระซ้าย-ขวา ให้กำลังข้างละ 310 กิโลวัตต์ รวมพละกำลังสูงสุดแตะระดับ 1,150 - 1,200 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 1,200 นิวตันเมตร ส่งผลให้รถรุ่นนี้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 2.7 วินาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเหนือกว่ารถสปอร์ตระดับตำนานหลายรุ่นในท้องตลาด
ระยะทางและการชาร์จที่ล้ำสมัย
สำหรับระยะทางในการขับขี่ ข้อมูลจากประเทศจีนระบุว่ารุ่นที่ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุสูงสุด 122.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถทำระยะทางได้ไกลสูงสุดถึง 820 กิโลเมตรในรุ่น 3 มอเตอร์ และสูงสุดถึง 1,036 กิโลเมตรในรุ่นมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่สำคัญคือเทคโนโลยีการชาร์จแบบ Fast Charging ที่ล้ำสมัย โดยสามารถชาร์จไฟจาก 10% ถึง 70% ได้ในเวลาเพียง 5 นาที และชาร์จถึง 97% ได้ในเวลาไม่เกิน 9 นาที ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ยกระดับประสบการณ์การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
ช่วงล่างและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ
เพื่อรองรับพละกำลังมหาศาล Denza Z9 GT จึงมาพร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกคู่ และด้านหลังแบบ Multi-link พร้อมระบบกันสะเทือนถุงลมแบบ Dual Chamber ที่สามารถปรับความหน่วงได้ด้วยระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีระบบเลี้ยว 4 ล้อที่ล้อหลังสามารถเลี้ยวได้สูงสุด 10 องศา ช่วยให้การควบคุมรถที่มีความยาวเกือบ 5.2 เมตรเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ในด้านความปลอดภัย ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ DiPilot 300 ของ BYD ทำงานร่วมกับเรดาร์ เซ็นเซอร์อัลตราโซนิก 12 จุด และกล้องอัจฉริยะรอบคัน ช่วยให้รถสามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติและช่วยหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างแม่นยำ
ความหรูหราภายในห้องโดยสาร
ภายในห้องโดยสารเน้นความสะดวกสบายระดับพรีเมียม เบาะนั่งปรับไฟฟ้าได้ 10 ทิศทางสำหรับผู้ขับขี่ และ 8 ทิศทางสำหรับผู้โดยสาร พร้อมระบบนวด 10 จุด ระบบเป่าลมเย็นและอุ่นเบาะครบทุกที่นั่ง ส่วนหน้าจอควบคุมนั้นจัดเต็มด้วยหน้าจอกลางขนาด 17.3 นิ้ว, จอข้อมูลการขับขี่ 13.2 นิ้ว, จอ Head-up Display ขนาดใหญ่พิเศษ 50 นิ้ว แบบ AR และจอ Infotainment สำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 13.2 นิ้ว
โอกาสในตลาดไทย
แม้ในขณะนี้ราคาจำหน่ายในประเทศไทยจะยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่จากการเทียบเคียงราคาในประเทศมาเลเซียที่ประมาณ 2.85 ล้านบาท ประกอบกับโครงสร้างภาษีและการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าในไทยที่เอื้อประโยชน์มากกว่า จึงมีโอกาสสูงที่เราจะได้เห็นราคาที่น่าสนใจกว่า ซึ่งต้องติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการจากค่าย BYD อีกครั้งในอนาคตอันใกล้
ที่มา : youtube channel Car Raver
