ฮ่องกงกับโมเดลภาษีต่ำที่กลายเป็นดาบสองคม
ฮ่องกงได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความมั่งคั่งที่เห็นได้จากตึกระฟ้าและเขตเศรษฐกิจที่ทันสมัย กลับมีอีกด้านหนึ่งของเหรียญที่น่ากังวล ประชาชนจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในห้องที่มีขนาดไม่ต่างจากที่จอดรถ และต้องแบกรับภาระค่าเช่าที่สูงลิ่ว ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่เน้นพึ่งพาที่ดินเป็นหลัก
ที่ดินของรัฐ: เครื่องจักรผลิตรายได้แทนภาษี
รัฐบาลฮ่องกงมีชื่อเสียงในเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ต่ำมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษีขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีมรดก และภาษีเงินได้ที่สูงสุดเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ความมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นได้เพราะรัฐบาลฮ่องกงเป็นผู้ถือครองที่ดินเกือบทั้งหมดในเมือง การที่รัฐบาลเป็นเจ้าของที่ดินทำให้สามารถนำสิทธิ์ในการใช้ที่ดินมาประมูลขายให้กับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างกำไรมหาศาล ระบบนี้ถูกเรียกว่า ค่าพรีเมียมที่ดิน ซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้หลักที่สูงกว่าภาษีเงินได้บริษัทเสียอีก
วงจรราคาที่ดินที่กระทบต่อค่าครองชีพ
ทุกครั้งที่ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะดึงส่วนแบ่งรายได้นั้นกลับคืนมาผ่านการประมูลและการปรับปรุงโครงการใหม่ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ตกอยู่ที่นักพัฒนา แต่ถูกส่งต่อไปยังราคาบ้านและค่าเช่าร้านค้า ส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยในฮ่องกงพุ่งสูงติดอันดับโลก ข้อมูลจากช่อง Behind Asia ระบุว่าต้องใช้รายได้จากการทำงานนานถึง 14 ปีจึงจะสามารถซื้อห้องขนาดเล็กใกล้ใจกลางเมืองได้ และผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มคนรายได้น้อยที่ต้องอาศัยอยู่ในแฟลตแบ่งห้องหรือบ้านกรงเหล็ก
ประวัติศาสตร์ของการเป็นเจ้าของที่ดิน
ระบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใหม่แต่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่การก่อตั้งอาณานิคมในปี 1841 เมื่ออังกฤษยึดครองเกาะแห่งนี้เพื่อใช้เป็นท่าเรือเสรี อังกฤษตัดสินใจไม่ขายที่ดินขาด แต่เลือกที่จะให้เช่าระยะยาวแทน เพื่อให้สามารถเรียกเก็บเงินได้เรื่อยๆ เมื่อเมืองเติบโตขึ้น แนวคิดการเป็นเจ้าของที่ดินในฐานะธุรกิจนี้กลายเป็นกลไกหลักที่ค้ำจุนการบริหารเมืองมาตลอด 180 ปี แต่เมื่อสัญญาเช่าที่ดินในดินแดนใหม่ (New Territories) ใกล้สิ้นสุดลงในปี 2047 ความไม่แน่นอนนี้ได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ
กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และอำนาจเหนือตลาด
ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นถูกตอกย้ำด้วยอิทธิพลของตระกูลมหาเศรษฐีไม่กี่ตระกูล เช่น ตระกูลลี กา-ชิง ซึ่งครอบคลุมกิจการตั้งแต่สาธารณูปโภค ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงที่พักอาศัย จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงภาวะผูกขาดทางอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Hegemony) โดยนักวิเคราะห์อย่าง Alice Poon ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบนี้เอื้อให้นักพัฒนารายใหญ่ไม่กี่รายสามารถควบคุมตลาดและราคาที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ของเมืองไว้ได้
สัญญาณเตือนเมื่อตลาดอสังหาฯ เริ่มชะลอตัว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงเริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐบาลที่พึ่งพาการประมูลที่ดินและภาษีการโอนอสังหาริมทรัพย์ รายได้จากค่าพรีเมียมที่ดินลดลงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงที่ตลาดรุ่งเรือง ทำให้รัฐบาลต้องหันมาใช้วิธีการกู้ยืมเงินผ่านการออกพันธบัตรเพื่อมาอุดรูรั่วในงบประมาณประจำปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮ่องกงพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด
บทสรุปและทางออกของฮ่องกง
ในขณะที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการสร้างเขตที่อยู่อาศัยใหม่ใกล้ชายแดนเซินเจิ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับความย้อนแย้ง เพราะการเพิ่มอุปทานบ้านอาจทำให้ราคาที่ดินลดลง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมรายได้ของรัฐบาลเอง นอกจากนี้การไหลออกของประชากรที่มีรายได้สูงหลังปี 2020 ยังทำให้ฐานภาษีรายได้อ่อนแอลง ความพยายามในการผูกติดเศรษฐกิจฮ่องกงเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้นอาจเป็นทางรอดในระยะสั้น แต่อาจทำให้เอกลักษณ์และความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจที่เคยสร้างฮ่องกงให้โดดเด่นค่อยๆ เลือนหายไปในที่สุด
