ก้าวข้ามความกลัวด้วยการเผชิญหน้าอย่างมีสติ
พวกเราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์และช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต แต่บ่อยครั้งที่ความกลัวมักแฝงตัวอยู่เบื้องหลังความสุขของเรา เรามักกังวลว่าช่วงเวลาที่ดีจะสิ้นสุดลง เรากลัวการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก กลัวความไม่ปลอดภัย หรือแม้แต่กลัวการที่ร่างกายจะต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด ความกลัวเหล่านี้ทำให้ความสุขของเราไม่เคยสมบูรณ์แบบ เพราะเรามักพยายามผลักไสหรือเพิกเฉยต่อความรู้สึกเหล่านั้น แทนที่จะยอมรับว่ามันมีอยู่จริง
เหตุใดการหนีความกลัวจึงไม่ใช่ทางออก
หลายคนเชื่อว่าหากเราไม่คิดถึงสิ่งที่ทำให้กลัว ความกลัวนั้นจะหายไปเอง แต่ในความเป็นจริง การฝังความกังวลและความกระวนกระวายไว้ใต้จิตใต้สำนึกกลับเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบและสร้างความทุกข์ให้กับเรามากขึ้น การพยายามยึดเหนี่ยวในตำแหน่ง ทรัพย์สมบัติ หรือแม้แต่บุคคลอันเป็นที่รักอย่างเหนียวแน่นก็ไม่อาจช่วยให้ความกลัวสงบลงได้ เพราะลึกๆ แล้วเรารู้ดีว่าสักวันหนึ่งเราต้องจากสิ่งเหล่านั้นไป
พลังแห่งการตระหนักรู้และการมองอย่างลึกซึ้ง
หนทางเดียวที่จะทำให้เราเป็นสุขอย่างแท้จริงคือการหันมาทำความรู้จักกับความกลัวของเรา แทนที่จะวิ่งหนี ให้เราเชื้อเชิญความกลัวขึ้นมาสู่การตระหนักรู้ มองมันอย่างชัดเจนและลึกซึ้ง การฝึกสติคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เรามีความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเอง การมีสติหมายถึงการมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของการเป็นอยู่ร่วมกัน และรับรู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่สูญหายไปอย่างแท้จริง
บทเรียนจากสมรภูมิ: เมื่อความสงบสยบความตื่นกลัว
ติช นัท ฮันห์ ได้แบ่งปันประสบการณ์ในสมัยสงครามเวียดนาม เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับทหารอเมริกันที่เต็มไปด้วยความกลัวและระแวงว่าทุกคนรอบตัวอาจเป็นศัตรู ในช่วงเวลาวิกฤตนั้น เขาไม่ได้ตอบโต้ด้วยความกลัว แต่เขาเลือกที่จะฝึกปฏิบัติลมหายใจเข้าออกอย่างลึกซึ้งและสื่อสารด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ จนกระทั่งทหารคนนั้นสงบลงและสามารถพูดคุยกันได้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอันตรายไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ความกลัวที่อยู่ภายในตัวเราหากไม่ได้รับการจัดการ ก็สามารถนำพาเราไปสู่ความรุนแรงและอุบัติเหตุได้
ขั้นตอนการแปรเปลี่ยนความกลัว
ขั้นตอนแรกของการพิจารณาความกลัวคือการเชื้อเชิญความกลัวนั้นเข้ามาด้วยความตระหนักรู้โดยไม่ตัดสิน เพียงแค่รับรู้อย่างอ่อนโยนว่าความกลัวอยู่ตรงนั้น สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลายในทันที เมื่อใจเริ่มสงบลง ให้เราอบกอดความกลัวนั้นไว้อย่างนุ่มนวลและมองลึกไปถึงรากเหง้าของมัน ว่าความกลัวนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นความกลัวดั้งเดิมที่สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก
มองผ่านระดับปรมัตถ์: ความจริงที่ไม่มีการเกิดและไม่มีการตาย
ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์คือความตายและการสูญสิ้นตัวตน แต่หากเราฝึกมองในระดับปรมัตถ์ หรือสภาวะแห่งความจริงสูงสุด เราจะพบว่าในธรรมชาติที่แท้จริงนั้นไม่มีการเกิดและไม่มีการตาย เราไม่ได้มาจากความว่างเปล่าและไม่ได้หายไปสู่ความไม่มีอยู่จริง เมื่อเราเข้าใจว่าเราเป็นมากกว่าแค่ร่างกายทางกายภาพนี้ เราจะเป็นอิสระจากความกลัวอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันตรายด้วยความสงบและเปี่ยมด้วยความกรุณา
เริ่มต้นฝึกฝนตั้งแต่วันนี้
อย่ารอให้เกิดวิกฤตการณ์ในชีวิตจึงค่อยเริ่มฝึกฝน การฝึกสติในชีวิตประจำวันเริ่มต้นที่ลมหายใจของเรา การฝึกเจริญสติให้เป็นนิสัยจะช่วยให้เมื่อความยากลำบากเกิดขึ้น เราจะรู้ทันทีว่าต้องทำอย่างไร และเมื่อเราสัมผัสถึงความไม่กลัวได้ เราก็จะพบกับสภาวะแห่งความเบิกบานที่แท้จริง ซึ่งเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์แบบ
