Z
ITBlock - Health

งดแป้ง งดน้ำตาล อาจทำให้สุขภาพพัง! รู้จักโภชนาการที่ถูกต้องก่อนสายเกินแก้

งดแป้ง งดน้ำตาล อาจทำให้สุขภาพพัง! รู้จักโภชนาการที่ถูกต้องก่อนสายเกินแก้

เข้าใจใหม่เรื่องอาหาร: ทำไมการงดแป้งและน้ำตาลอาจทำให้สุขภาพพัง

หลายคนในยุคปัจจุบันพยายามดูแลสุขภาพด้วยการเลือกกินอาหารแบบสุดโต่ง เช่น การงดแป้งหรือตัดน้ำตาลออกไปจากมื้ออาหารโดยสิ้นเชิงด้วยความเชื่อที่ว่าจะช่วยลดน้ำหนักหรือป้องกันโรคร้าย แต่ในมุมมองของโภชนาการคลินิก การทำเช่นนั้นอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้มากกว่าที่คิด เพราะร่างกายมนุษย์ต้องการสารอาหารที่สมดุลเพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สารอาหาร 5 หมู่: รากฐานของชีวิตที่ขาดไม่ได้

แนวคิดเรื่องอาหาร 5 หมู่ไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ร่างกายต้องการทั้งสารอาหารหลัก (Macronutrients) ได้แก่ แป้ง โปรตีน ไขมัน และสารอาหารรอง (Micronutrients) ได้แก่ วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร การขาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปอาจทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นกลูโคส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของสมอง ตับ และไต การงดแป้งแบบหักดิบจึงมักนำไปสู่ความอ่อนเพลียและประสิทธิภาพการทำงานของสมองที่ลดลง

ความสมดุลแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition)

คำว่าสมดุลของแต่ละคนไม่เท่ากัน ความต้องการสารอาหารขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอายุ เพศ กิจกรรมในแต่ละวัน และภาวะสุขภาพเฉพาะตัว สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งหรือโรคไต การปรับอาหารไม่ใช่การงดอาหาร แต่เป็นการปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เพื่อให้ร่างกายมีแรงต่อสู้กับโรคและลดความจำเป็นในการใช้ยาให้น้อยลง

ความเชื่อผิดๆ เรื่องการกินในผู้ป่วยมะเร็งและโรคไต

ผู้ป่วยมะเร็งมักมีความเชื่อว่าการงดน้ำตาลจะช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้ แต่ในความเป็นจริง การขาดสารอาหารจะไปทำร้ายเซลล์ดีของร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงจนไม่สามารถรับการรักษาด้วยคีโมหรือการฉายรังสีได้เต็มที่ หลักการที่ถูกต้องคือการได้รับพลังงานให้เพียงพอและหลากหลาย ในขณะที่ผู้ป่วยโรคไตก็ไม่จำเป็นต้องงดอาหารทุกชนิดจนแทบไม่เหลืออะไรกิน แต่ต้องมีการควบคุมโปรตีนและแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียมตามระยะของโรค ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

กับดักความเชื่อเรื่องการกินคลีนและพฤติกรรมเสี่ยง

ความหมกมุ่นกับการกินคลีนจนเกินพอดีอาจนำไปสู่ภาวะทางจิตใจที่เรียกว่า Orthorexia ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ พฤติกรรมการล้วงคอเพื่อกำจัดอาหารที่กินเข้าไปเพราะความรู้สึกผิดจากการกินมากเกินไป (Binge Eating) เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่ช่วยลดน้ำหนักจริงแล้ว ยังทำลายหลอดอาหารและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในทางเดินอาหารอีกด้วย

คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี

การเริ่มต้นดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดคือการยึดหลักความหลากหลาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในทุกมื้อ โดยแบ่งสัดส่วนจานอาหารเป็นแป้งคุณภาพดี 1 ส่วน โปรตีนไขมันต่ำ 1 ส่วน และผักหลากสีสันครึ่งจาน สำหรับเครื่องปรุงรสควรจำกัดน้ำตาลที่เติมเพิ่มไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน และโซเดียมไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน สิ่งสำคัญคือการฟังเสียงร่างกายและหันมาปรับพฤติกรรมในระยะยาวแทนการอดอาหารแบบฉาบฉวย เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการกินอย่างมีความสุขและสมดุล

ที่มา : youtube channel Zerosick

← กลับหน้าหลัก
📚 คุณอาจจะชอบสิ่งนี้
คัดลอกลิงก์สำเร็จ!