คาร์บอนเครดิตไม่ใช่คาร์บอนฟุตพริ้นท์: ความเข้าใจผิดที่ต้องแก้ไข
หลายคนมักสับสนระหว่างคำว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) และ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทั้งสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจนิยามที่ถูกต้องเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด หากไม่ทราบค่าการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของตนเอง เราจะไม่มีทางทราบเลยว่าเราจำเป็นต้องใช้คาร์บอนเครดิตเท่าไหร่ในการชดเชย
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจริงจากกิจกรรมปกติในชีวิตประจำวันหรือจากการดำเนินธุรกิจและการผลิตสินค้า แต่สำหรับคาร์บอนเครดิต คือผลลัพธ์จากการที่เราทำโครงการเพื่อลด หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้จริง ตัวอย่างเช่น หากองค์กรปล่อยก๊าซ 10,000 ตันต่อปี นั่นคือค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หากดำเนินโครงการลดการปล่อยได้ 2,000 ตัน ปริมาณ 2,000 ตันที่ลดได้นั้นแหละคือคาร์บอนเครดิต
กลยุทธ์การลดคาร์บอน: การทำด้วยตนเองและการซื้อชดเชย
เมื่อองค์กรตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตัวอย่างเช่น ตั้งเป้าลด 20% จากยอดรวม 10,000 ตัน ซึ่งคิดเป็น 2,000 ตัน สิ่งสำคัญคือเราต้องพยายามลดด้วยตนเองก่อน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหรือลดของเสีย หากลดได้ด้วยตนเอง 1,000 ตัน แต่ยังเหลืออีก 1,000 ตันที่จำเป็นต้องจัดการให้ครบตามเป้าหมาย การซื้อคาร์บอนเครดิตจึงเป็นกลไกที่เข้ามาช่วยชดเชยในส่วนที่เหลือ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องการฟอกเขียว (Greenwashing) องค์กรควรแสดงเจตจำนงในการทำจริงควบคู่ไปกับการซื้อเครดิตที่มีมาตรฐานรับรอง
หลักการเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตอย่างมืออาชีพ
ในการเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อให้มั่นใจว่าเราได้รับสิ่งที่คุ้มค่าและนำไปอ้างอิงได้จริง มีมิติที่ควรพิจารณา 3 ประการหลัก ได้แก่ 1. ต้องมีการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการ เช่น มาตรฐาน T-VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) 2. ต้องทราบที่มาของเจ้าของโครงการ (Project Owner) และตรวจสอบว่าผ่านการทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ 3. ต้องติดตามสถานะของโครงการอย่างต่อเนื่อง เพราะความยั่งยืนต้องมองในเชิงคุณภาพระยะยาว ไม่ใช่แค่การถือครองใบรับรองเพียงใบเดียวแล้วจบไป
รู้จักกับ 14+1 Methodology ทางเลือกในการสนับสนุนโครงการ
ปัจจุบันมีการแบ่งประเภทโครงการที่สามารถออกคาร์บอนเครดิตได้ตามมาตรฐานของ อบก. โดยแบ่งเป็น 14 ประเภทหลัก และอีก 1 ประเภทที่เป็นโครงการใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โครงการเหล่านี้เปรียบเสมือนการเลือกสนับสนุนสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เช่น พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy), การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency), การจัดการขยะและน้ำเสีย, ระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า (EV), รวมถึงโครงการปลูกป่าและเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอน (CCU/CCS) การเลือกสนับสนุนโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กรไม่เพียงแต่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย แต่ยังเป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ที่มา : youtube channel Chula Radio Plus
