วิกฤตยอดขายในจีนและการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
อุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศจีนกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในปี 2026 เมื่อยอดขายภายในประเทศหดตัวลงอย่างหนักถึง 21% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยในช่วงครึ่งปีแรกมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 9.9 ล้านคัน ลดลงจากเดิมที่เคยทำได้ถึง 12 ล้านคัน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรของค่ายรถยนต์ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 3.4% เท่านั้น หมายความว่าหากขายรถได้ 100 บาท บริษัทจะมีกำไรเพียง 3 บาทกว่าๆ ซึ่งถือว่าน้อยมากจนไม่สามารถประคองธุรกิจในระยะยาวได้
กฎเหล็กแห่งความอยู่รอด: ต้องผลิตให้ถึง 2 ล้านคัน
จากการวิเคราะห์พบว่า บริษัทรถยนต์ที่ผลิตรถได้น้อยกว่า 1 ล้านคันต่อปีนั้นแทบจะไม่มีโอกาสคุ้มทุน เนื่องจากภาระต้นทุนคงที่และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูง หากแบรนด์ใดต้องการสร้างผลกำไรให้เห็นเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องขยายฐานการผลิตให้แตะระดับ 2 ล้านคันต่อปีขึ้นไปเพื่อใช้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด หรือ Economy of Scale เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
สรุปอันดับแบรนด์รถยนต์จีนในครึ่งปีแรก 2026
SAIC Group ยังคงครองแชมป์ในฐานะผู้ผลิตอันดับ 1 ด้วยยอดขายประมาณ 2.45 ล้านคัน ตามมาด้วย BYD ที่แม้จะได้รับผลกระทบจากการตัดงบอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากรัฐบาลจีนจนยอดขายตกลง 15.7% แต่ก็ยังรักษายอดไว้ได้ที่ 1.8 ล้านคัน ในขณะที่ Geely Group รั้งอันดับ 3 ด้วยยอดขาย 1.4 ล้านคัน ส่วน Chery Group เติบโตอย่างโดดเด่นด้วยกลยุทธ์การส่งออกที่แข็งแกร่งจนมียอดขายถึง 1.35 ล้านคัน
กลยุทธ์การส่งออกเพื่อทดแทนตลาดที่หายไป
เมื่อตลาดในประเทศหดตัว บรรดาค่ายรถยนต์จีนจึงเร่งเครื่องการส่งออกไปยังต่างประเทศอย่างหนัก โดยในปีที่ผ่านมาภาพรวมการส่งออกของรถยนต์แบรนด์จีนโตขึ้นถึง 65% หรือประมาณ 5.1 ล้านคัน สำหรับแบรนด์อย่าง BYD แม้ยอดในจีนจะตก แต่ยอดส่งออกกลับพุ่งขึ้นถึง 68% เพื่อทดแทนส่วนแบ่งที่เสียไป เช่นเดียวกับ Chery ที่ส่งออกสูงถึง 70% ของยอดผลิตรวมทั้งหมด โดยมีเป้าหมายหลักที่ตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย
ความท้าทายจากกำแพงภาษีในตลาดโลก
แม้การส่งออกจะเป็นทางรอด แต่ค่ายรถจีนกำลังเผชิญกับกำแพงภาษีในยุโรปและเม็กซิโก เพื่อตอบโต้การทำตลาดที่รุนแรงและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดั้งเดิมของประเทศเหล่านั้น แนวทางแก้ปัญหาที่หลายแบรนด์เลือกใช้คือการเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในประเทศปลายทาง เช่น โครงการของ BYD ในฮังการี หรือแผนการสร้างโรงงานของ Chery ในบาร์เซโลน่า เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าและรักษาความสามารถในการทำกำไร
ผู้เล่นหน้าใหม่และทิศทางในอนาคต
แบรนด์กลุ่ม Startup และผู้เล่นหน้าใหม่ที่เน้นเทคโนโลยี AI เช่น NIO, Leapmotor และ Xiaomi กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะในราคาที่เข้าถึงได้ แม้จะเป็นบริษัทที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดได้ไม่นาน แต่การเติบโตระดับ 60-100% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและราคาที่คุ้มค่า การที่แบรนด์เหล่านี้สามารถปรับตัวได้เร็วท่ามกลางสงครามราคาในจีน จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าใครจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ตัวจริงในอนาคต
ที่มา : youtube channel DBซัวเถา
