ทำไมการตัดทิ้งถึงเป็นหัวใจสำคัญของความอยู่รอด
ในสภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภายนอก เช่น สงคราม ราคาพลังงาน หรือแม้แต่การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจที่ดำเนินมานานมักจะเกิดไขมันส่วนเกินที่สะสมโดยไม่รู้ตัว การยึดติดกับสิ่งที่เคยทำสำเร็จในอดีตอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้องค์กรวิ่งไม่ทันโลก การกล้าตัดสินใจตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจึงไม่ใช่เรื่องโหดร้าย แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อสร้างประสิทธิภาพใหม่ให้กับการเติบโตในอนาคต
1. ตัดคนที่ไม่มีประสิทธิภาพและเป็นพิษต่อองค์กร
หลายองค์กรมีความเชื่อที่ผิดว่าพนักงานที่อยู่มานานตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทคือสินทรัพย์ที่ต้องรักษาไว้ แต่ในความเป็นจริง ประสบการณ์ที่ล้าสมัยอาจไม่ได้ตอบโจทย์การทำงานในยุคปัจจุบัน หากพนักงานคนนั้นทำงานแบบไร้ประสิทธิภาพ หรือที่แย่กว่านั้นคือสร้างปัญหาและเป็นพิษ (Toxic) ต่อเพื่อนร่วมงาน การเก็บคนเหล่านี้ไว้จะกลายเป็นตัวถ่วงที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าไม่ได้ การตัดสินใจตัดคนที่ไม่ทำตามเป้าหมายและบั่นทอนวัฒนธรรมองค์กรออกไป จะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้พนักงานคนอื่นได้รู้ว่า การปรับตัวเป็นเรื่องจำเป็นและทุกคนต้องพัฒนาให้ก้าวทันสถานการณ์
2. ตัดอีโก้ของเจ้าของและผู้บริหาร
อีโก้เป็นสิ่งที่ตัดได้ยากที่สุดโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ก่อตั้งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานาน ความสำเร็จในอดีตมักมาพร้อมกับสมมติฐานที่อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปในปัจจุบัน การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ จะปิดกั้นโอกาสในการมองเห็นเทรนด์ใหม่ๆ อีโก้เปรียบเสมือนมีดที่ต้องรู้วิธีใช้ หากใช้ให้เป็นจะช่วยในการตัดสินใจที่เฉียบคม แต่ถ้าใช้ผิดวิธีจะกลายเป็นการทำร้ายความสัมพันธ์และปิดกั้นการเป็นพันธมิตรกับผู้อื่น การลดอีโก้ลงและเปิดรับการสร้างเครือข่ายใหม่ๆ คือทางรอดที่สำคัญในโลกธุรกิจยุคนี้
3. ตัดกระบวนการ (Process) ที่ซ้ำซ้อนและไร้ประโยชน์
กระบวนการทำงานหลายอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในอดีต เมื่อเวลาผ่านไปปัญหาเหล่านั้นอาจไม่มีอยู่แล้ว แต่ระบบยังคงทำงานเหมือนเดิม เช่น การวางบิลด้วยเอกสารกระดาษที่มีขั้นตอนการเซ็นอนุมัติซ้ำซ้อนหลายคน ซึ่งกินทั้งเวลาและทรัพยากร ทั้งที่สามารถใช้ระบบดิจิทัลหรือ ERP เข้ามาจัดการได้ การหมั่นตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการธุรกิจ (Business Process Improvement) คือสิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและคืนพื้นที่ให้กับงานที่มีคุณค่ามากขึ้น
4. ตัดสินค้าที่ทำกำไรต่ำ
จากหลักการสินค้า 80/20 มักพบว่าสินค้าส่วนใหญ่ในสต็อกทำรายได้ให้บริษัทเพียงน้อยนิด การทนแบกสินค้าที่ขายไม่ออกไว้ในสต็อกไม่เพียงแต่ทำให้เสียพื้นที่จัดเก็บ แต่ยังจมทุนมหาศาล การกล้าตัดสินค้ากลุ่มนี้ออกไปจะช่วยให้องค์กรมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น มีพื้นที่สำหรับการนำสินค้าใหม่ที่มีโอกาสทำกำไรสูงเข้ามาเติม และช่วยให้ทีมงานโฟกัสกับสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ ได้มากกว่าเดิม
บทสรุปของการบริหารเพื่อความยั่งยืน
การตัดสินใจตัด 4 สิ่งนี้ออกไป ทั้งคน ระบบ และสินค้า ไม่ใช่เรื่องง่ายและมักเป็นสิ่งที่ผู้บริหารหลีกเลี่ยง แต่หากมองในมุมของการบริหารจัดการ นี่คือการทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่เพื่อให้ธุรกิจพร้อมรับมือกับอนาคต การมีระบบที่ดีและการพัฒนาคนให้เหมาะสมกับตำแหน่งคือหัวใจสำคัญ ที่จะนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านทุกวิกฤตไปได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาที่ปรึกษาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว
ที่มา : youtube channel Torpenguin
