อินโดนีเซียกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
ในเวทีเศรษฐกิจอาเซียน อินโดนีเซียเคยถูกจับตามองในฐานะพี่ใหญ่ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในช่วงสมัยของอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่เข้ารับตำแหน่งในปี 2567 กลับเต็มไปด้วยความท้าทายและความกังวลจากนักลงทุนทั่วโลก ศูนย์วิจัยกรุงศรี โดยคุณวณิชา ดิเรกอุดมศักดิ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์นี้ไว้ในหัวข้อ จากดาวรุ่งแห่งอาเซียนสู่ความกังวลของนักลงทุน ซึ่งสะท้อนถึงทางแยกสำคัญของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย
นโยบายเรือธงและความเสี่ยงทางการคลัง
นโยบายหลักของประธานาธิบดีปราโบโวถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ นโยบายประชานิยม การแทรกแซงเศรษฐกิจโดยภาครัฐ และนโยบายชาตินิยมด้านทรัพยากร ซึ่งนโยบายที่เป็นเรือธงอย่างโครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียน แม้จะได้รับความนิยมจากประชาชน แต่กลับสร้างภาระทางการคลังอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้ การจัดตั้งกองทุน ดานันทรา (Danantara) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเผชิญกับข้อกังขาด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาล
แรงสั่นสะเทือนจากภายในสู่ความเชื่อมั่นระดับโลก
เหตุการณ์สำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงคือการปลด นางศรี มุลยานี อินทราตี ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างกะทันหัน ซึ่งเธอถือเป็นบุคคลสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติด้วยผลงานการรักษาวินัยทางการคลังมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงวิกฤตปี 2540 การตัดสินใจนี้ประกอบกับการกดดันให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนและเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกเริ่มทบทวนมุมมองต่ออินโดนีเซีย โดยปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือจากระดับมีเสถียรภาพสู่เชิงลบ
สัญญาณเตือนจาก MSCI และการไหลออกของเงินทุน
ในเดือนเมษายน 2569 ดัชนีหลักทรัพย์ระดับโลกอย่าง MSCI ได้ถอดบริษัทขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย 6 แห่งออกจากดัชนี โดยอ้างถึงปัญหาโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่กระจุกตัวและมาตรฐานการกำกับดูแล อีกทั้งการจัดตั้งบริษัท PT ดานันทรา (DSI) ให้เป็นตัวกลางผูกขาดการส่งออกทรัพยากรสำคัญยังถูกมองว่าบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งส่งสัญญาณว่าอินโดนีเซียอาจถูกปรับสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงสู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) ส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง
ความเปราะบางของเศรษฐกิจและมาตรการพยุงค่าเงิน
ปัจจุบันอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับภาวะขาดดุลแฝด ทั้งงบประมาณและบัญชีเดินสะท้อน ส่งผลให้ตลาดทุนตอบสนองเชิงลบอย่างรุนแรง ตลาดหุ้นถูกเทขาย ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุน รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 3 ครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2569 เพื่อพยุงค่าเงินไม่ให้ทรุดตัวไปมากกว่านี้ แม้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2569 จะยังคงอยู่ที่ 5.6% แต่การวิเคราะห์ระบุว่าตัวเลขนี้ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคและการกระตุ้นทางการคลัง ซึ่งหากเม็ดเงินส่วนนี้หมดลง เศรษฐกิจจริงอาจได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทสรุปและอนาคตที่ต้องติดตาม
อนาคตของอินโดนีเซียขึ้นอยู่กับการกอบกู้ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติเป็นสำคัญ ประเด็นที่ต้องติดตามในระยะสั้นคือผลการพิจารณาจัดอันดับจาก MSCI และความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางที่ถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงและประชานิยมเกินตัว เพื่อสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นได้หรือไม่ หากสถานการณ์ความเชื่อมั่นยังคงยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับฐานรากของอินโดนีเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
