จุดเริ่มต้นของอัจฉริยะผู้พลิกโลก
เซอร์ ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) ไม่ได้เป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เขายังเป็นบุคคลที่มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและน่าสนใจ ย้อนกลับไปในปี 1666 ช่วงเวลาที่อังกฤษกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์กาฬโรคระบาดรุนแรง มหาวิทยาลัยต่างๆ จำต้องปิดตัวลง ทำให้นิวตันในวัยนักศึกษาต้องเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่วูลส์ธอร์ป (Woolsthorpe) ในลินคอล์นเชียร์ ท่ามกลางความเงียบสงบของชนบท เขาได้เฝ้าสังเกตการณ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะเหตุการณ์แอปเปิลตกลงสู่พื้นดิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตั้งคำถามว่าทำไมวัตถุทุกอย่างถึงถูกดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางของโลก จนนำไปสู่การค้นพบกฎแห่งแรงโน้มถ่วงสากล (Theory of Universal Gravitation) ในอีกสองทศวรรษต่อมา
นิวตันเกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 1642 ตามปฏิทินจูเลียน ณ คฤหาสน์วูลส์ธอร์ป เขาเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่อ่อนแอและน้ำหนักตัวน้อยจนมารดาเชื่อว่าเขาจะไม่รอดชีวิต ทำให้พิธีรับศีลจุ่มต้องเลื่อนออกไปถึงหนึ่งสัปดาห์ แต่ทว่าเขากลับรอดชีวิตมาได้ พ่อของเขาซึ่งชื่อไอแซกเช่นกัน เสียชีวิตลงก่อนที่เขาจะเกิดเพียงสองเดือนครึ่ง ทิ้งมรดกเป็นที่ดินและปศุสัตว์จำนวนมากไว้ให้ ซึ่งความมั่งคั่งนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการศึกษาของเขาในเวลาต่อมา
ปมชีวิตในวัยเด็กและอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ
ชีวิตในวัยเด็กของนิวตันเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว หลังจากที่มารดาของเขาแต่งงานใหม่กับบาทหลวงบาร์นาบัส สมิธ เธอได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่และทิ้งนิวตันไว้ให้อยู่ในความดูแลของปู่ย่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวนี้ดูจะไม่ค่อยราบรื่นนัก หลักฐานจากพินัยกรรมของปู่ที่ไม่ทิ้งมรดกอะไรให้เขาเลย ยิ่งตอกย้ำถึงความห่างเหินที่เกิดขึ้น นิวตันไม่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นนัก ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่มีบุคลิกโดดเดี่ยว เข้าถึงยาก และมีระยะห่างจากผู้อื่นตลอดชีวิตการทำงานของเขา
แม้จะขาดความอบอุ่น แต่การศึกษาของเขาก็ได้รับการสนับสนุนจากญาติและครูที่เล็งเห็นถึงความฉลาดปราดเปรื่อง นิวตันเข้าเรียนที่โรงเรียนไวยากรณ์ในแกรนแธม (Grantham) ที่ซึ่งเขาเริ่มแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่โดดเด่น จนกระทั่งได้รับการผลักดันให้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี 1661 ชีวิตในมหาวิทยาลัยของเขาเริ่มต้นจากการเป็น 'ซับ-ไซซาร์' (sub-sizar) หรือนักศึกษาที่ต้องทำงานแลกเปลี่ยนกับค่าเล่าเรียน ทำให้เขาต้องโดดเดี่ยวจากเพื่อนร่วมชั้นที่มีฐานะร่ำรวยกว่า แต่ความโดดเดี่ยวนี้เองที่ทำให้นิวตันมีสมาธิอย่างเต็มที่กับการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
ยุคมหัศจรรย์และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์
ในช่วงปี 1665-1666 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการระบาดของกาฬโรค นิวตันได้ใช้เวลาช่วงนี้ในการกักตัวอยู่ที่บ้านเกิดอย่างเต็มที่ ช่วงเวลานี้ถูกเรียกว่า 'Anni mirabiles' หรือปีแห่งความมหัศจรรย์ ซึ่งเขาได้สร้างผลงานการค้นพบที่สำคัญใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และทัศนศาสตร์ นิวตันได้พัฒนาทฤษฎีทวินาม (Binomial Theorem) ซึ่งเป็นรากฐานของแคลคูลัสสมัยใหม่ โดยที่เขายังไม่ได้ตีพิมพ์ผลงานเหล่านี้ออกมาในทันที แต่บันทึกเก็บไว้ในสมุดโน้ตส่วนตัวอย่างละเอียด
ในด้านฟิสิกส์ นิวตันต่อยอดจากผลงานของกาลิเลโอและเดส์การ์ตส์ เขาได้วิเคราะห์กฎแห่งแรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนที่ กฎข้อที่สามของนิวตันที่ว่า 'ทุกแรงกิริยาจะมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเท่ากันและทิศทางตรงกันข้าม' กลายเป็นหลักการพื้นฐานที่อธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุทุกชนิดในจักรวาล นอกจากนี้เขายังสนใจด้านทัศนศาสตร์ โดยการทดลองใช้ปริซึมแยกแสงสีขาวออกเป็นแถบสี ทำให้เขาค้นพบว่าแสงไม่ได้เป็นเอกพันธ์ แต่ประกอบด้วยหลายสีที่รวมตัวกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการศึกษาเรื่องแสงในเวลาต่อมา
การก้าวขึ้นสู่การเป็นบุคคลสำคัญของ Royal Society
นิวตันกลับเข้าสู่เคมบริดจ์อีกครั้งหลังวิกฤตการณ์กาฬโรคและเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในลอนดอน เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ (Lucasian Professor of Mathematics) แม้ว่างานสอนของเขาจะไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักในตอนนั้น แต่เขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการขัดเกลาผลงานวิจัยของตนเอง จนกระทั่งได้รับการยอมรับจาก Royal Society ในปี 1672 การเข้าร่วมสมาคมนี้เปรียบเสมือนเวทีที่ทำให้ผลงานของเขากระจายไปสู่ชุมชนวิชาการในยุโรป
การมีชื่อเสียงมาพร้อมกับความขัดแย้ง โดยเฉพาะการปะทะทางความคิดกับ โรเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) นักวิทยาศาสตร์ผู้มีอิทธิพลในขณะนั้น ความบาดหมางนี้ดำเนินไปยาวนานหลายทศวรรษ นิวตันมักจะมีปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนิสัยที่ยากจะเข้าถึงของเขา นอกจากนี้เขายังมีความสนใจที่ลึกซึ้งในด้านเล่นแร่แปรธาตุ (Alchemy) และวิชาเร้นลับ ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาความรู้ของนักปรัชญาธรรมชาติหลายคน
Principia Mathematica: ผลงานชิ้นเอกของประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์
ผลงานที่สำคัญที่สุดของนิวตันคือหนังสือ 'Philosophiae Naturalis Principia Mathematica' หรือ 'หลักคณิตศาสตร์ว่าด้วยปรัชญาธรรมชาติ' ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1687 หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมทฤษฎีแรงโน้มถ่วง กฎการเคลื่อนที่ และการอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้นิวตันกลายเป็นบุคคลที่เปลี่ยนโฉมหน้าฟิสิกส์และดาราศาสตร์ไปตลอดกาล
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ก็มีประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เช่น การแย่งชิงความเป็นเจ้าของผลงานด้านแคลคูลัสกับ กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ (Gottfried Wilhelm Leibniz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ซึ่งทั้งคู่ต่างค้นพบผลงานในลักษณะเดียวกันโดยอิสระจากกัน แต่ด้วยความทิฐิและบุคลิกของนิวตันทำให้เกิดข้อพิพาททางวิชาการที่ยืดเยื้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มักเกิดขึ้นเมื่อสังคมถึงจุดอิ่มตัวของความรู้ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้คิดค้นก่อนก็ตาม
ช่วงชีวิตปลายทางและการเป็นตำนาน
ในช่วงท้ายของชีวิต นิวตันได้ผันตัวเข้าสู่บทบาทการบริหารงานรัฐบาลในฐานะหัวหน้าโรงกษาปณ์ (Master of the Mint) เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปฏิรูประบบเงินตราของอังกฤษ และต่อมายังได้รับตำแหน่งประธาน Royal Society โดยเขาดำรงตำแหน่งนี้จนกระทั่งเสียชีวิต นิวตันได้รับการยกย่องเป็นอัศวิน (Knight) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกของยุโรปที่ได้รับเกียรตินี้
เซอร์ ไอแซก นิวตัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1727 และถูกฝังอย่างสมเกียรติที่เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ แม้ว่าทฤษฎีของเขาในเวลาต่อมาจะถูกพัฒนาและปรับปรุงโดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แต่ผลงานของนิวตันก็ยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ความเป็นอัจฉริยะที่ผสมผสานกับความลึกลับของเขายังคงเป็นหัวข้อที่ถูกศึกษาและพูดถึงจนถึงปัจจุบัน
ที่มา : youtube channel The People Profiles
