สถานการณ์วิกฤตที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่
วงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต้องพบกับข่าวใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เมื่อสื่อเศรษฐกิจและกีฬาระดับแนวหน้าอย่าง ไฟแนนเชียลไทมส์ และ สกายสปอร์ต ได้รายงานตรงกันว่า กลุ่มคิงเพาเวอร์ ภายใต้การบริหารของครอบครัวศรีวัฒนประภา กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ นั่นคือการประกาศพิจารณาขายสโมสรอย่างเป็นทางการ นี่ถือเป็นการเตรียมปิดฉากตำนาน 16 ปีของกลุ่มทุนไทยที่เคยสร้างปาฏิหาริย์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้สำเร็จเมื่อทศวรรษก่อน
เบื้องลึกเบื้องหลังการจ้างวาณิชธนกิจระดับโลก
ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่เลื่อนลอยแต่อย่างใด เพราะกลุ่มคิงเพาเวอร์ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการว่าจ้าง ซิตี้กรุ๊ป (Citi Group) วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลก เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อเดินสายสำรวจความสนใจจากนักลงทุนกระเป๋าหนักทั่วโลก โดยมีรายงานจากวงในว่าเริ่มมีกลุ่มทุนจากตะวันออกกลางแสดงความสนใจที่จะเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรแล้ว สำหรับราคาประเมินเบื้องต้นนั้นอยู่ที่ประมาณ 450 ถึง 530 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยสูงกว่า 20,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
ทำไมเจ้าสัวคิงเพาเวอร์ถึงต้องถอย
คำถามที่แฟนบอลทั่วโลกสงสัยคือเหตุใดกลุ่มทุนที่ทุ่มเทปลุกปั้นสโมสรมานานถึง 16 ปีจึงตัดสินใจปล่อยมือ คำตอบคือสถานการณ์ที่หลังชนฝาในปัจจุบัน เมื่อย้อนดูเส้นทางตั้งแต่ยุคที่คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา เข้ามาเทคโอเวอร์ในปี 2010 จากทีมในระดับเดอะแชมเปี้ยนชิพ จนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2016 รวมถึงความสำเร็จในการคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 2021 ภายใต้การดูแลของคุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ทุกอย่างดูสวยงาม แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันนั้นโหดร้ายกว่ามาก
ปัญหาการเงินและมรสุมพรีเมียร์ลีก
ปัจจุบันสโมสรประสบปัญหาขาดทุนสะสมอย่างหนัก โดยผลประกอบการล่าสุดระบุว่าขาดทุนก่อนหักภาษีสูงถึง 71.1 ล้านปอนด์ต่อปี ยิ่งไปกว่านั้นสโมสรยังถูกพรีเมียร์ลีกลงดาบตัดแต้มถึง 6 คะแนน จากข้อผิดพลาดในเรื่องกฎการเงิน (PSR) ส่งผลให้ทีมต้องตกชั้นลงมาจากพรีเมียร์ลีก และยังต้องเผชิญกับความท้าทายในลีกรองของอังกฤษในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ ธุรกิจแม่ของคิงเพาเวอร์ยังได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคโควิด นักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ บวกกับภาระหนี้สินจากการลงทุนมหาศาล ทั้งการสร้างสนามระดับโลกและการแปลงหนี้สินเงินกู้ผู้ถือหุ้นกว่า 124 ล้านปอนด์ให้เป็นทุนสะสม ทำให้การยื้อสโมสรต่อเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
อนาคตของทัพจิ้งจอกสยาม
หากการขายสโมสรเกิดขึ้นจริง นี่จะเป็นการปิดฉากยุคทองของนักลงทุนไทยในวงการฟุตบอลอังกฤษที่น่าใจหายที่สุด แฟนบอลต่างจับตามองว่าท้ายที่สุดแล้วทัพจิ้งจอกสยามจะไปตกอยู่ในมือของเศรษฐีกลุ่มไหน หรือจะมีม้ามืดโผล่มาปาดหน้าเค้กหรือไม่ นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด
ที่มา : youtube channel PEAK TIME
