เปิดตำนานวีรบุรุษหนังเหนียว ขุนพันธรักษ์ราชเดช
ขุนพันธรักษ์ราชเดช หรือที่ผู้คนรู้จักกันในนาม ขุนพันธ์ เป็นนายตำรวจมือปราบชื่อดังที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดินไทย ด้วยความเก่งกาจและวิชาอาคมที่เข้มขลัง ทำให้ท่านสามารถปราบปรามเหล่าโจรผู้ร้ายและเสือร้ายทั่วประเทศได้อย่างราบคาบ การเดินทางของชีวิตท่านไม่ได้เริ่มต้นที่การเป็นตำรวจเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการแสวงหาความรู้ทางวิชาอาคมและการเรียนรู้จากครูบาอาจารย์เกจิดังในยุคสมัยนั้น ตั้งแต่ภาคใต้ไปจนถึงภาคกลาง
ในบทความนี้ เราจะพาทุกท่านไปเจาะลึกประวัติศาสตร์ผ่านการถ่ายทอดจากทายาทโดยตรง ซึ่งเป็นข้อมูลที่หาฟังได้ยากและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เราได้เห็นมุมมองที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับชีวิต การทำงาน และความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของท่านขุนพันธ์
เส้นทางสายวิชาอาคม: จากเด็กวัดสู่มือปราบขลัง
ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วงการตำรวจ ท่านขุนพันธ์มีความสนใจในด้านวิชาอาคมอย่างลึกซึ้ง โดยเริ่มต้นจากการเป็นศิษย์ของอาจารย์เอียด แห่งวัดไอ้เขียว จังหวัดนครศรีธรรมราช การเรียนวิชาในสมัยโบราณไม่ได้มีแบบแผนเหมือนปัจจุบัน แต่เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การเฝ้าสังเกต และการรับใช้ครูบาอาจารย์อย่างใกล้ชิด
ความโดดเด่นของวิชาอาคมที่ท่านขุนพันธ์ได้รับนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนรู้จากตำรา แต่เป็นการได้รับถ่ายทอดจากเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่าน ทั้งในพัทลุงและในกรุงเทพฯ ซึ่งในสมัยนั้น การเดินทางระหว่างจังหวัดเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ต้องใช้การสัญจรทางเรือเป็นหลักและต้องเผชิญกับอันตรายรอบด้าน แต่ด้วยความมุ่งมั่นและบุญญาธิการ ทำให้ท่านได้ไปพบกับครูบาอาจารย์ที่สำคัญและได้เรียนรู้วิชาที่ช่วยในการป้องกันตัวและเป็นเกราะคุ้มครองในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจ
ความลับของการเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
หนึ่งในประเด็นที่คนส่วนใหญ่สงสัยและอยากรู้มากที่สุดคือ ท่านขุนพันธ์เคยไปสักกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จริงหรือไม่ คำตอบคือจริง ท่านได้เดินทางไปสักยันต์กับหลวงปู่ศุขในช่วงที่ท่านยังเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจปีที่ 1 การเดินทางไปในยุคนั้นต้องอาศัยความพยายามอย่างสูง เพราะท่านต้องหนีโรงเรียนเพื่อไปตามความมุ่งมั่นที่ต้องการร่ำเรียนวิชาจากครูที่ตนเคารพศรัทธา
การได้สักยันต์กับหลวงปู่ศุขนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะความตั้งใจจริง แม้ในขณะนั้นหลวงปู่ศุขจะมีอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังคงมีความเมตตาและถ่ายทอดวิชาให้กับท่านขุนพันธ์อย่างเต็มที่ ท่านขุนพันธ์ได้รับยันต์หนุมานและยันต์เพชรฆาต ซึ่งเป็นยันต์ที่ช่วยส่งเสริมด้านคงกระพันชาตรีและเป็นที่ประจักษ์ในเวลาต่อมา
วีรกรรมการปราบเสือร้ายและการใช้กลยุทธ์เหนือชั้น
เมื่อท่านขุนพันธ์เริ่มรับราชการตำรวจ ท่านได้รับมอบหมายให้ไปปราบปรามเสือร้ายหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเสือสังข์ เสือสีหมอก หรือเสือแวซดอตาแล ซึ่งแต่ละท่านมีวิชาอาคมและมีสมุนบริวารที่เก่งกาจ การปราบเสือของท่านขุนพันธ์ไม่ใช่แค่การใช้ปืนต่อสู้กัน แต่เป็นการใช้ศาสตร์ทางโหราศาสตร์ ดูวันเดือนปีเกิดของโจรเพื่อหาจุดอ่อนและช่วงเวลาที่โจรจะอ่อนแอที่สุด
กลยุทธ์ที่ท่านใช้มีความลึกซึ้งและไม่เหมือนใคร ท่านมักจะใช้จิตวิทยาในการเจรจา การล้อมจับ และการวางแผนที่รัดกุม แม้ในเหตุการณ์ที่เสือร้ายมีวิชาอาคมแก่กล้า ท่านก็สามารถใช้สติและความรู้ที่มีเข้าจัดการได้อย่างนิ่งสงบ การปราบเสือร้ายในสมัยนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ถึงความเหนือกว่าของวิชาอาคมและฝีมือการต่อสู้ที่แท้จริง
ความเชื่อเรื่องของขลังและเครื่องรางในยุคสมัยนั้น
เรื่องราวของเหล็กไหล เครื่องรางของขลัง และยันต์ต่างๆ ที่ท่านขุนพันธ์ได้มาหรือสร้างขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและความเชื่อของคนไทยในยุคก่อน ท่านขุนพันธ์มีความละเอียดอ่อนและพิถีพิถันในการเลือกวัสดุและการทำพิธีปลุกเสกอย่างมาก ทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามฤกษ์ยามที่ถูกต้อง หากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ท่านจะสั่งให้เริ่มใหม่ทันที
การที่ท่านได้ร่วมในพิธีสร้างพระเครื่องสำคัญต่างๆ หลายรุ่น เช่น พระกริ่งวัดราชา หรือพระภูธราวดี เป็นการยืนยันว่าท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ในศาสตร์นี้อย่างแท้จริง และเครื่องรางเหล่านี้ในปัจจุบันกลายเป็นวัตถุมงคลที่ทรงคุณค่าและเป็นที่ต้องการของผู้ที่ศรัทธา นอกจากนี้ การเสกข้าวเสกน้ำและการใช้ชีวิตประจำวันของท่านยังเต็มไปด้วยความเคารพในสิ่งที่ตนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
บทสรุปของตำนานนายพลหนังเหนียว
ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช ไม่เพียงแต่เป็นตำรวจมือปราบที่ซื่อสัตย์และกล้าหาญ แต่ยังเป็นปราชญ์ชุมชนและฆราวาสจอมขมังเวทที่ส่งต่อความรู้และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้กับลูกหลาน เรื่องราวของท่านเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความดี ความซื่อสัตย์ และความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง จะเป็นเกราะคุ้มครองตัวเราให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง
หากใครต้องการไปกราบสักการะหรือศึกษาประวัติศาสตร์ของท่านขุนพันธ์ สามารถเดินทางไปเยี่ยมชมบ้านท่านขุนพันธ์ได้ที่ถนนศรีปราชญ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสถานที่ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวและสิ่งของเครื่องใช้ของท่านเอาไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและระลึกถึงวีรบุรุษผู้นี้ตลอดไป
ที่มา : youtube channel อ้วน พระราม5 FC
