ก้าวเข้าสู่โลกของ Bluekoff อาณาจักรแห่งกาแฟมาตรฐานระดับสากล
เมื่อพูดถึงกาแฟคุณภาพในประเทศไทย ชื่อของ Bluekoff มักจะเป็นอันดับต้นๆ ที่นักดื่มกาแฟและผู้ประกอบการร้านกาแฟนึกถึง ด้วยปริมาณการคั่วกาแฟที่สูงถึง 1,000,000 กิโลกรัมต่อปี ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่โรงคั่วทั่วไป แต่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกาแฟไทยอย่างเต็มตัว จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้มาจากความหลงใหลในเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะกาแฟจากดอยช้าง ซึ่งได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันผ่านกระบวนการแปรรูปที่ควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตั้งแต่วันแรกที่เก็บเกี่ยวจนถึงมือผู้บริโภค
กระบวนการแปรรูปจากเมล็ดสู่แก้วที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด
ความพิเศษของที่นี่คือการให้ความสำคัญกับขั้นตอนการ Aging หรือการบ่มเมล็ดกาแฟให้นานถึง 8 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้รสชาติมีความนิ่งและกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ลดความเขียวของเมล็ดใหม่และสร้างมิติของรสสัมผัสที่ซับซ้อน ผู้บรรยายอธิบายว่ากาแฟที่คั่วในปัจจุบันมักเป็นผลผลิตจากปีก่อนหน้า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความชื้นและคุณภาพของเมล็ดจะอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุดก่อนนำเข้าสู่กระบวนการคั่ว ไม่เพียงแค่เรื่องของเมล็ด กาแฟที่นำมาคั่วยังต้องผ่านการคัดแยกขนาดและคุณภาพด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย เช่น Gravity Separator ที่ช่วยแยกเมล็ดที่มีน้ำหนักไม่ได้มาตรฐานออกไปได้อย่างแม่นยำ
ขั้นตอนการคัดเลือกไม่ได้จบเพียงแค่เครื่องจักร แต่ยังมีทีมงานที่คอยคัดแยกเมล็ดด้วยมืออย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเมล็ดที่ผ่านเข้าสู่กระบวนการคั่วจะไม่มีเมล็ดแตกหักหรือสีผิดเพี้ยนปนเปื้อน ความพิถีพิถันนี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กาแฟจากดอยช้างของที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งกลิ่นหอมของผลไม้ กลิ่นช็อกโกแลต และกลิ่นอายของดอกไม้ที่ชัดเจน
ศิลปะแห่งการคั่วและนวัตกรรมเครื่องจักรระดับโลก
โรงคั่วแห่งนี้มีเครื่องคั่วหลากหลายขนาด ตั้งแต่ขนาด 5 กิโลกรัมไปจนถึง 60 กิโลกรัมต่อรอบ เพื่อรองรับทั้งการคั่วแบบสั่งทำพิเศษ (Custom Blend) สำหรับร้านกาแฟต่างๆ และการคั่วในปริมาณมากสำหรับตลาดหลัก การควบคุมระดับการคั่วถูกตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัดค่าสี (Colorimeter) บน Agtron Scale เพื่อให้ค่ามาตรฐานเท่ากันในทุกๆ Batch สิ่งที่น่าทึ่งคือการให้ความสำคัญกับความสดใหม่ โดยกาแฟทุกถุงจะถูกบรรจุในถุงอลูมิเนียมฟอยล์ที่มี One Way Valve เพื่อระบายก๊าซที่เกิดจากการคั่วโดยไม่ให้ความชื้นหรืออากาศภายนอกเข้าไปทำลายคุณภาพกาแฟ
ในส่วนของการตรวจสอบคุณภาพ จะใช้วิธี Cupping หรือการชิมเพื่อประเมินผล ซึ่งเป็นโปรโตคอลระดับสากล ผู้เชี่ยวชาญจะทำการชิมกาแฟที่อุณหภูมิแตกต่างกัน เพื่อดูความคงตัวของรสชาติ ทั้งในแบบร้อน อุ่น และเย็น รวมถึงการดมกลิ่นเพื่อแยกแยะความซับซ้อนของกลิ่นอายกาแฟ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Bluekoff ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการนำวิทยาศาสตร์มาผนวกเข้ากับศิลปะอย่างลงตัว
มากกว่าแค่กาแฟ คือไลฟ์สไตล์และแนวคิด Zero Waste
นอกจากเรื่องกาแฟแล้ว ที่นี่ยังมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่นำกากกาแฟและเปลือกกาแฟที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาทำเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ในการปลูกผักสวนครัวและผลไม้ภายในพื้นที่ ทำให้เกิดระบบนิเวศการทำงานแบบยั่งยืน ผู้ที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมไม่เพียงแต่จะได้ความรู้เรื่องกาแฟ ยังสามารถเลือกซื้อผักสดปลอดสารพิษคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ ถือเป็นการส่งต่อประสบการณ์การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพให้กับผู้ที่ผ่านไปมา
สรุปหัวใจสำคัญของ Bluekoff
เป้าหมายสูงสุดของ Bluekoff คือการทำให้กาแฟไทยเป็นที่รู้จักในระดับโลกไม่ต่างจากข้าวไทย โดยมุ่งเน้นการทำกาแฟพรีเมียมให้เข้าถึงง่ายและราคาสมเหตุสมผล สำหรับใครที่สนใจอยากสัมผัสประสบการณ์กาแฟแบบมืออาชีพ สามารถไปลองชิมได้ที่หน้าร้านสาขาต่างๆ หรือทดลองใช้อุปกรณ์และเมล็ดกาแฟที่โชว์รูม เพื่อค้นหาความชอบส่วนตัวภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ นี่คือบทพิสูจน์ว่าความหลงใหลในสิ่งที่ทำอย่างจริงจัง สามารถสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนได้จริงๆ
ที่มา : youtube channel tigercrychannel
