ราคาดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นในแคลิฟอร์เนียไม่ใช่แค่เรื่องของคนในรัฐ
แคลิฟอร์เนียเป็นที่ตั้งของท่าเรือขนส่งสินค้าที่คึกคักที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกลุ่มท่าเรือ San Pedro Bay ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่รองรับสินค้าทั้งขาเข้าและขาออกกว่า 31 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม รัฐแห่งนี้กำลังเผชิญกับวิกฤตราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะราคาดีเซลที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วสหรัฐฯ เพราะสินค้าที่ขนถ่ายจากท่าเรือเหล่านี้จะต้องถูกส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางทั่วประเทศผ่านรถบรรทุกและรถไฟ ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาดีเซลเป็นพลังงานหลัก
ทำไมแคลิฟอร์เนียถึงมีราคาเชื้อเพลิงแพงกว่ารัฐอื่น
แม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่แคลิฟอร์เนียกลับมีปัจจัยเฉพาะตัวที่ทำให้ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงกว่ารัฐอื่นอย่างเห็นได้ชัด ประการแรก อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในรัฐมีการหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โรงกลั่นหลายแห่งปิดตัวลง และรัฐขาดระบบท่อส่งเชื้อเพลิงหลักที่เชื่อมต่อกับรัฐอื่น ทำให้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันดิบในแคลิฟอร์เนียต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมด้วยความไม่สงบในระดับโลก เช่น การหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซีย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการบีบตัวของตลาดเชื้อเพลิงทั่วโลก
กฎระเบียบและภาษี: ปัจจัยกดดันราคาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว แคลิฟอร์เนียยังมีนโยบายภายในที่ทำให้ราคาหน้าปั๊มสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ รัฐแห่งนี้มีการจัดเก็บภาษีดีเซลในอัตราที่สูงที่สุดในประเทศ ประกอบกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมาก ส่งผลให้ราคาดีเซลเฉลี่ยในแคลิฟอร์เนียอยู่ที่ประมาณ 6.90 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่ที่ 5.34 ดอลลาร์เท่านั้น
ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ในราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
ผู้บรรยายชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่สินค้าจากท่าเรือ San Pedro Bay จะไปถึงศูนย์กระจายสินค้าหรือห้างสรรพสินค้าในรัฐต่างๆ สินค้าเหล่านั้นอาจต้องเดินทางไกลหลายร้อยหรือหลายพันไมล์ด้วยรถบรรทุกที่เติมดีเซลจากฝั่งตะวันตก การเดินทางเพียงแค่ 100 ไมล์ด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ในแคลิฟอร์เนียอาจมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าน้ำมันสูงถึงกว่า 100 ดอลลาร์เลยทีเดียว
แม้ในระยะสั้นอาจเป็นเรื่องยากที่จะระบุตัวเลขที่ชัดเจนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะกระทบต่อผู้บริโภคทันทีเท่าใด เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงมีความผันผวนเร็วกว่าที่บริษัทขนส่งจะปรับราคาค่าระวางได้ทัน หรือบางครั้งร้านค้าปลีกอาจเลือกที่จะตรึงราคาสินค้าไว้ก่อนเพื่อรักษาฐานลูกค้าและยอมลดกำไรของตนเองลง แต่ในความเป็นจริงแล้วบริษัทเอกชนมีขีดจำกัดในการแบกรับต้นทุนเหล่านี้ ท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคทั่วอเมริกาจะต้องเผชิญกับราคาสินค้าในชีวิตประจำวันที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด หรือแม้แต่ของเล่นสำหรับเด็ก ซึ่งทั้งหมดนี้คือภาษีแฝงที่เกิดจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นนั่นเอง
ที่มา : youtube channel CNBC
