ย้อนรอย 3 ทศวรรษกับกระแสธุรกิจไทยที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยเปรียบเสมือนคลื่นที่ซัดสาดอยู่ตลอดเวลา อะไรใหม่ อะไรว้าว หรือแปลกแหวกแนว ผู้ประกอบการไทยพร้อมปรับตัวเพื่อตอบรับกระแสเหล่านั้นเสมอ ความท้าทายที่สำคัญคือการทำธุรกิจให้ขี่กระแสยอดคลื่นให้ได้นานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นยุคสตรีทฟู้ดเฟื่องฟู ยุคชานมไข่มุก คาเฟ่สไตล์เกาหลี จนไปถึงของหวานพรีเมียมที่หลายคนมองว่ามีราคาสูงเกินจริง หลายเมนูกลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน สร้างยอดขายถล่มทลายจนกลายเป็นธุรกิจร้อยล้าน แต่ในขณะเดียวกัน บางแบรนด์ก็จุดกระแสได้ปังเพียงครั้งเดียวแล้วดับหายไปอย่างรวดเร็ว
วงจรชีวิตของธุรกิจที่อิงกระแสหรือเทรนด์มักเริ่มจากช่วงเริ่มต้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เข้าสู่ช่วงเติบโต ไปจนถึงจุดอิ่มตัวในตลาด และสุดท้ายคือช่วงถดถอย ตลาดจะเป็นตัวคัดสรรให้เหลือเพียงแบรนด์ที่แข็งแกร่งและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีที่สุดเท่านั้น การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในอดีตจึงเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์ธุรกิจในอนาคต
บทเรียนจากธุรกิจดังในอดีต: จากรุ่งสู่ร่วง
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2540 ร้านหมูกระทะเคยเป็นธุรกิจแฟชั่นที่ฮิตในหมู่นักลงทุน ทั้งคนทั่วไป ศิลปิน ดารา และนักมวยต่างหันมาเปิดร้านเพื่อสร้างรายได้เสริม แต่สุดท้ายด้วยการแข่งขันที่สูงเกินไปหลายร้านก็ต้องทยอยปิดกิจการไป ตามมาด้วยยุคของ โรตีบอย ในปี 2549 ขนมปังอบกลิ่นกาแฟที่สร้างปรากฏการณ์คนต่อแถวรอคิวยาวเหยียดเป็นชั่วโมงจนเกิดอาชีพรับจ้างต่อคิว แต่ในปัจจุบันแบรนด์นี้ก็ได้หายไปจากตลาดไทยแล้ว
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ปังเว้ยเฮ้ย ที่โด่งดังด้วยชื่อร้านแนวกวนและไส้ขนมปังที่อัดแน่นคุ้มเกินราคา แต่จุดอ่อนสำคัญคือการถูกเลียนแบบได้ง่าย นำไปสู่การเกิดร้านเลียนแบบจำนวนมากจนแบรนด์ต้นตำรับเสียจุดยืนไป รวมถึงกระแสชาเขียวพร้อมดื่มที่เน้นการตลาดแบบดุเดือดผ่านการแจกรางวัล จนคนซื้อไม่ได้เน้นที่รสชาติแต่เน้นที่การลุ้นโชค
วิวัฒนาการของชานมไข่มุกและของหวานในไทย
ชานมไข่มุกในไทยไม่ได้ฮิตแค่ครั้งเดียวแต่มาแล้วถึง 3 รอบ โดยเวฟแรกคือการขายความแปลกใหม่จากรถเข็น เวฟที่สองคือยุคของแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน และเวฟที่สามคือยุคพรีเมียมที่เน้นไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ในการถ่ายรูปสวยงาม นอกจากนี้ยังมีกระแสของหวานอย่างบิงซู แพนเค้กเนื้อนุ่มฟูสไตล์ญี่ปุ่น และล่าสุดกับช็อกโกแลตดูไบที่เป็นไวรัลจากโซเชียลมีเดีย
จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจที่อยู่รอดไม่ได้อยู่ที่ความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องชนะด้วยความต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องสุขภาพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ ความพรีเมียมที่มีคุณภาพรองรับ และประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาซื้อซ้ำ นี่คือแกนหลักที่เปลี่ยนเทรนด์ให้กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าเทรนด์ไหนเป็นแค่กระแสฉาบฉวยและเทรนด์ไหนคือโอกาสที่แท้จริง จะช่วยให้ผู้ประกอบการชนะเกมธุรกิจในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
ที่มา : youtube channel ThaiFranchiseCenter
