ปริศนาภัยพิบัติที่ไร้ฝนแต่รุนแรงดั่งสึนามิ
เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนระหว่างเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนทั่วโลก ภาพเหตุการณ์ที่ไหลทะลักลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ แต่ในความเป็นจริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวไม่มีฝนตกลงมาแม้แต่เม็ดเดียว คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือมวลน้ำมหาศาลและเศษซากโคลนหินเหล่านี้มาจากไหน และเหตุใดจึงมีความรุนแรงจนผู้คนในพื้นที่ไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน
หากเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในคลิป จะเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เพียงแค่ดินโคลนถล่มธรรมดา แต่เป็นมวลของน้ำ หิน และเศษซากพืชพันธุ์ที่พุ่งไหลลงมาตามหุบเขาด้วยความเร็วสูง กวาดล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า ราวกับเป็นสึนามิที่เกิดขึ้นบนบกอย่างเต็มรูปแบบ
ต้นกำเนิดของมหันตภัยจากเทือกเขาหิมาลัย
จุดเริ่มต้นของหายนะครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ระดับพื้นดิน แต่ต้องย้อนกลับขึ้นไปบนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะที่สะสมตัวมาอย่างยาวนาน ภูมิประเทศมีความลาดชันสูงและเต็มไปด้วยแม่น้ำหลายสายที่หล่อเลี้ยงชุมชนด้านล่าง
ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นว่า สาเหตุหลักเกิดจากการที่ทานน้ำแข็งบนยอดเขาหักพังถล่มลงมา แต่มันไม่ได้ถล่มลงมาในคราวเดียวในจุดเดียว ทว่ามันค่อยๆ ไหลไปตามเส้นทางแม่น้ำ 3 สายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเลนเดโคลา แม่น้ำโพเตโกชี และแม่น้ำตรีสุลี โดยในแต่ละจุดมวลน้ำจะพัดพาเอาหิน ดิน ทราย และโคลนเข้ามาหลอมรวมกันจนกลายเป็นมวลสารขนาดมหึมา
กลไกธรรมชาติ: เมื่อภูเขากลายเป็นเขื่อนชั่วคราว
นักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้ว่าเหมือนกับการเกิดเขื่อนตามธรรมชาติ เศษหินดินทรายที่ไหลลงมาได้ทำหน้าที่เป็นกำแพงยักษ์ปิดกั้นทางน้ำเอาไว้ ในช่วงแรกน้ำยังคงไหลผ่านไปได้ตามปกติ แต่เมื่อปริมาณน้ำถูกกักเก็บอยู่หลังกำแพงธรรมชาติเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกินขีดจำกัดที่พื้นดินจะรับไหว แรงดันมหาศาลจึงทำให้กำแพงนั้นพังทลายลงมา ส่งผลให้น้ำทั้งหมดพุ่งทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่างด้วยพลังทำลายล้างที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ระดับความสูงที่ไหลลงมานั้นน่าตกใจมาก โดยไหลจากความสูง 5,200 เมตร ลงสู่ระดับ 1,200 เมตร ทำให้มวลน้ำมีความเร็วและแรงปะทะสูงมาก ซึ่งศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาหรือ ICIMOD รายงานว่า ระดับน้ำในแม่น้ำตรีสุลีสูงขึ้นถึง 9 เมตร ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เปรียบได้กับการที่น้ำท่วมสูงเท่าตึก 3 ชั้นในชั่วพริบตา
ไขข้อข้องใจ: แผ่นดินไหวคือตัวการจริงหรือไม่
ในช่วงแรกมีความเชื่อว่าเหตุการณ์นี้อาจถูกกระตุ้นโดยแผ่นดินไหวขนาด 4.4 แต่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ได้ประเมินใหม่และระบุว่า สัญญาณคลื่นไหวสะเทือนที่ตรวจพบนั้นไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากมวลน้ำแข็งมหาศาลพังถล่มลงมาเอง ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความรุนแรงของธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
สถานการณ์นี้น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะยอดผู้สูญหายมีจำนวนมากและประกอบด้วยนักท่องเที่ยวจากหลายสิบชาติทั่วโลก พื้นที่นี้เป็นเส้นทางเดินเขาและจุดหมายสำคัญของผู้แสวงบุญไปยังเขาไกรลาส ซึ่งเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู พุทธ และเชน ทำให้มีผู้คนตกค้างอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก รวมถึงคนงานในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ภาวะโลกร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของหิมาลัย
คำถามที่ทุกคนตั้งขึ้นคือ ภัยพิบัติครั้งนี้เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนหรือไม่ แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์ได้โดยตรง 100% แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุณหภูมิบนเทือกเขาหิมาลัยเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า ปรากฏการณ์ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ที่เคยทำหน้าที่เสมือนกาวคอยยึดหินและน้ำแข็งไว้กำลังเสื่อมสภาพลง
เมื่อกาวธรรมชาติเหล่านี้ละลายจากการที่อุณหภูมิอุ่นขึ้นผิดปกติ ภูเขาก็สูญเสียความมั่นคงและพร้อมที่จะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ ความเสี่ยงจากการถล่มของหิมะ ดินโคลน และน้ำท่วมในอนาคตจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องเฝ้าระวังและเร่งหามาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วนที่สุด
ที่มา : youtube channel TNN
