เจาะลึกเบื้องหลังความอร่อย 75 ปีของไผ่ทองไอสครีม
ไผ่ทองไอสครีมเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน มากกว่า 75 ปี หลายคนคงคุ้นเคยกับเสียงกริ่งที่ดังมาแต่ไกลพร้อมรถเข็นสีสดใสที่มาพร้อมไอศกรีมกะทิรสชาติเข้มข้น แต่น้อยคนนักที่จะได้เห็นกระบวนการผลิตที่แท้จริงภายในโรงงาน ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณไปเปิดความลับที่น่าทึ่งว่าทำไมไอศกรีมแบรนด์นี้ถึงยังคงครองใจคนไทยได้ทุกยุคทุกสมัย
โรงงานไผ่ทองไอสครีมในปัจจุบันดำเนินการโดยทายาทรุ่นที่ 2 คือคุณรตา ชัยผาติกุล ซึ่งยังคงยึดมั่นในสูตรดั้งเดิมของคุณพ่อที่ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อว่า กิมเต็กไอศกรีม ก่อนจะปรับเปลี่ยนมาเป็นไผ่ทองอย่างในปัจจุบัน โดยชื่อ กิมเต็ก นั้นมีความหมายลึกซึ้งว่า คุณธรรมดั่งทอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจหลักในการทำธุรกิจที่เน้นความซื่อสัตย์ต่อคุณภาพวัตถุดิบมาโดยตลอด
จากมะพร้าววันละ 5 ตัน สู่ไอศกรีมกะทิแท้รสชาติเข้มข้น
หัวใจสำคัญที่ทำให้ไอศกรีมไผ่ทองมีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร คือการเลือกใช้วัตถุดิบหลักอย่าง มะพร้าว โดยทางโรงงานมีการสั่งตรงมะพร้าวจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดของไทยคือ ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นแหล่งมะพร้าวคุณภาพเยี่ยม โดยในแต่ละวันทางโรงงานต้องใช้มะพร้าวมากถึงวันละ 5 ตัน เพื่อผลิตไอศกรีมให้เพียงพอต่อความต้องการ
ความลับที่สำคัญที่สุดที่ทางโรงงานเปิดเผยคือ การใช้มะพร้าวที่มีเปลือกสีน้ำตาลหรือที่เรียกว่า แบล็คเชลล์ (Black shell) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ไอศกรีมมีความหอมเป็นพิเศษ หากปราศจากส่วนนี้ กลิ่นหอมของกะทิจะไม่สามารถส่งไปถึงผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญมะพร้าวทุกลูกจะต้องได้รับการควบคุมอุณหภูมิที่ 4 องศาเซลเซียสตั้งแต่ขั้นตอนการส่ง เพื่อรักษาความสดใหม่และป้องกันการบูดเสีย
กระบวนการผลิตที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน
หลังจากได้มะพร้าวสดมาแล้ว ขั้นตอนการเตรียมกะทิถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยมะพร้าวจะผ่านการล้างทำความสะอาดถึง 3 รอบ ในน้ำที่ใช้อุณหภูมิอุ่นเพื่อกระตุ้นให้ไขมันมะพร้าวออกมา จากนั้นจึงนำไปบดและเข้าเครื่องคั้น ซึ่งความพิเศษอยู่ที่การใช้ หัวกะทิล้วนๆ ในการคั้นเพียงรอบเดียวเท่านั้น เพื่อให้ได้ความเข้มข้นสูงสุด โดยไม่ใช้น้ำหางกะทิมาผสมให้เสียรสชาติ
เมื่อได้หัวกะทิแล้ว จะนำไปต้มเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส พร้อมกับการปรุงรสด้วยส่วนผสมคุณภาพสูง เช่น นมผงที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์หรือนิวซีแลนด์ ซึ่งทุกขั้นตอนมีการวัดค่าความหวาน ค่าอุณหภูมิ และค่า pH อย่างแม่นยำด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย แทนการใช้การชิมแบบเดิมๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไอศกรีมทุกถังจะมีรสชาติมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
นวัตกรรมและความใส่ใจในคุณภาพระดับอุตสาหกรรม
หลังจากกระบวนการต้มและผสมเสร็จสิ้น ไอศกรีมจะถูกส่งผ่านท่อเข้าสู่เครื่องโฮโมจีไนเซอร์ (Homogenizer) เพื่อลดอุณหภูมิอย่างช้าๆ ก่อนจะนำไป บ่ม (Aging) ในถังพักเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อไอศกรีมมีความฟู นุ่มนวล และมีคุณภาพคงที่ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการขึ้นรูปเป็นไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟที่อุณหภูมิ -4 องศาเซลเซียส
ความใส่ใจยังไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะหลังจากบรรจุลงกล่องแล้ว ไอศกรีมจะต้องถูกนำไปพักตัวในห้องเย็นอุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้ตัวไอศกรีมเซตตัวสมบูรณ์แบบ โดยมีการปิดหน้าด้วยใบตองเทียมเพื่อป้องกันการสัมผัสกับอากาศ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยรักษาเนื้อสัมผัสให้คงความเรียบเนียนไว้ได้นานที่สุด
มาตรฐานการกระจายสินค้าแบบ First In First Out
เพื่อให้ไอศกรีมทุกชิ้นมีความสดใหม่ที่สุดเมื่อถึงมือลูกค้า ทางโรงงานไผ่ทองใช้ระบบการจัดการสต็อกแบบ First In First Out สินค้าที่ผลิตออกจากโรงงานจะมีอายุการจำหน่ายไม่เกิน 3 วัน แม้ว่าในเชิงเทคนิคไอศกรีมจะสามารถเก็บรักษาในตู้แช่ได้นานถึง 6 เดือนก็ตาม นี่คือความมุ่งมั่นที่ต้องการให้ผู้บริโภคได้รับไอศกรีมที่ใหม่และอร่อยที่สุดเสมอ
นอกจากนี้ ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ ทั้งถ้วยกระดาษและโคนไอศกรีม ทางโรงงานก็มีการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด โดยมียอดการใช้ถ้วยกระดาษสูงถึง 35 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกบริหารจัดการจากโรงงานแห่งเดียวเพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานของไผ่ทองไอสครีมจะเหมือนกันทุกรถเข็นทั่วประเทศไทย ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
บทสรุปของความอร่อยที่หลากหลาย
นอกเหนือจากรสกะทิดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ไผ่ทองไอสครีมยังมีการพัฒนาสูตรอื่นๆ เช่น รสชาไทย ที่ผ่านการบ่มชานานถึง 12 ชั่วโมงเพื่อให้ได้กลิ่นหอมเข้มข้น หรือแม้แต่การทดลองรสชาติแปลกใหม่ที่ลงตัวอย่าง รสมะนาว ที่นำความเปรี้ยวสดชื่นมาผสานกับความมันของกะทิได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เปรียบเสมือนการดึงเสน่ห์ของต้มข่าไก่มาอยู่ในรูปแบบของหวานที่ทานง่ายและสดชื่น
การได้เข้ามาบุกโรงงานไผ่ทองในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าเบื้องหลังรถเข็นไอศกรีมที่หลายคนคุ้นเคย คือการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย หากใครที่เป็นแฟนคลับของไผ่ทองอยู่แล้ว คุณจะยิ่งรักแบรนด์นี้มากขึ้น และหากใครยังไม่เคยลอง นี่คือไอศกรีมคุณภาพที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยหัวใจอย่างแท้จริง
ที่มา : youtube channel ลุงอ้วน กินกะเที่ยว
