จุดเริ่มต้นจากร้านกาแฟในตลาดนัดสู่มูลค่าหมื่นล้าน
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำธุรกิจร้านกาแฟหรือธุรกิจที่ต้องอาศัยความพิถีพิถัน คุณอาจเคยตั้งคำถามว่าความสำเร็จสูงสุดของธุรกิจนั้นคืออะไร บางคนอาจมองว่าคือการมี 10 หรือ 20 สาขา แต่ในโลกของความเป็นจริง มีแบรนด์กาแฟสไตล์มินิมอลแบรนด์หนึ่งที่เริ่มต้นจากชายคนหนึ่งที่นำเมล็ดกาแฟใส่รถเข็นไปขายตามตลาดนัด แต่ภายในเวลาไม่กี่ปี บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nestlé กลับยอมควักเงินลงทุนกว่า 425 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14,000 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อหุ้นถึง 68% ของแบรนด์นี้ ซึ่งในขณะนั้นมีสาขาอยู่เพียงแค่ 40 สาขาเท่านั้น
คำถามที่น่าสนใจคือ Nestlé ตัดสินใจผิดพลาดหรือเปล่าที่ซื้อร้านกาแฟในราคาที่สูงลิ่วขนาดนี้ หรือจริงๆ แล้วยักษ์ใหญ่รายนี้มองเห็นโอกาสอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปมองไม่เห็น บทความนี้จะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปวิเคราะห์กลยุทธ์ของ Blue Bottle Coffee เหมือนกับการนั่งเรียนในห้อง MBA เพื่อถอดรหัสว่าเขาสามารถเปลี่ยนศิลปะการชงกาแฟให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับหมื่นล้านได้อย่างไร
กลยุทธ์การหาช่องว่างในตลาด Red Ocean
Blue Bottle Coffee ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 ที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดย James Freeman ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นนักธุรกิจมืออาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟมาก่อน แต่เขาเป็นเพียงนักดนตรีที่หลงใหลในรสชาติของกาแฟอย่างบ้าคลั่ง เขาเริ่มตั้งคำถามกับตลาดกาแฟในยุคนั้นว่า ทำไมร้านกาแฟส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเชนเล็กหรือใหญ่ ถึงนิยมนำเมล็ดกาแฟที่คั่วทิ้งไว้นานมาเป็นสต็อกก่อนจะชงให้ลูกค้าดื่ม ซึ่งนั่นทำให้ความหอมสดใหม่หายไปหมดแล้ว
เขาจึงตัดสินใจสร้างมาตรฐานใหม่ที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในตอนนั้น คือการประกาศว่าเขาจะขายกาแฟที่คั่วเสร็จไม่เกิน 48 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับรสชาติที่ดีที่สุด นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการมองตลาด Red Ocean แล้วเปลี่ยนจุดแข็งของคู่แข่งให้กลายเป็นจุดอ่อน เพราะเชนกาแฟขนาดใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศนั้นไม่สามารถทำตามมาตรฐานนี้ได้เนื่องจากระบบโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคั่วสดและเสิร์ฟทันทีได้ทุกสาขา
หัวใจสำคัญของการขยายธุรกิจ: ระบบปฏิบัติการแบบ Tech Company
เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต ปัญหาคลาสสิกของร้านกาแฟที่เน้นความพิถีพิถันคือการขยายสาขา (Scale) เพราะการพึ่งพาศิลปะจากบาริสต้าฝีมือดีเพียงคนเดียวนั้นไม่สามารถรักษาคุณภาพให้คงที่ได้ใน 40 หรือ 100 สาขา แต่ Blue Bottle Coffee แก้ปัญหานี้ด้วยการมองตัวเองเหมือนบริษัทเทคโนโลยี พวกเขาไม่ได้ใช้แค่ความรู้สึก แต่ใช้วิศวกรเข้ามาช่วยออกแบบเครื่องมือและกระบวนการชงกาแฟ ทั้งการกำหนดอุณหภูมิที่แม่นยำ และเวลาการไหลของน้ำที่เป๊ะทุกหยด
การนำวิทยาศาสตร์เข้ามาผสมผสานกับศิลปะทำให้พวกเขาสามารถทำกาแฟดริปที่มีรสชาติเหมือนกันทุกสาขา ไม่ว่าบาริสต้าจะเป็นใคร นี่คือสิ่งที่ดึงดูดนักลงทุนระดับโลกอย่าง Google Ventures ให้เข้ามาสนับสนุน เพราะพวกเขามองว่า Blue Bottle Coffee คือการเชื่อมโยงโลกของ Analog เข้ากับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์ที่มากกว่าแค่ความเร็ว แต่ยังต้องการงานฝีมือที่จับต้องได้และคงคุณภาพได้อย่างยั่งยืน
ทำไม Nestlé ถึงต้องซื้อ Blue Bottle Coffee?
การตัดสินใจของ Nestlé ไม่ใช่แค่การซื้อร้านกาแฟ แต่คือการซื้อแบรนด์และสาวกที่พร้อมจะตามแบรนด์นี้ไปทุกที่ Nestlé มีส่วนแบ่งการตลาดในระดับแมสและกาแฟสำเร็จรูปอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือภาพลักษณ์ความพรีเมียมระดับ Super Craft ที่จะสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Y, Millennial, Gen Z) ได้อย่างแท้จริง เพราะคนรุ่นใหม่มักมองว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่นั้นเป็นกาแฟรุ่นพ่อแม่
นอกจากภาพลักษณ์แล้ว สิ่งที่ Nestlé ได้รับคือ Data มหาศาลจากโมเดล Subscription หรือการสมัครสมาชิกรายเดือนเพื่อรับเมล็ดกาแฟ ซึ่งในอดีต Nestlé แทบไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลผู้บริโภคโดยตรงเพราะต้องผ่านตัวกลางอย่าง Modern Trade มาโดยตลอด การได้ครอบครอง Blue Bottle Coffee จึงเปรียบเสมือนการเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้สมบูรณ์ ทั้งในแง่ของฐานข้อมูลลูกค้าและสถานะความเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียมที่ยั่งยืน
บทสรุปสำหรับนักธุรกิจ: Repeatable และ Scalable คือกุญแจสำคัญ
ในมุมมองของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็น Venture Capital รายไหน ต่างก็มองหาธุรกิจที่มีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ Repeatable (ทำซ้ำได้) และ Scalable (ขยายได้) Blue Bottle Coffee พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแม้จะเป็นธุรกิจที่ดูเหมือนเป็นงานศิลปะ แต่หากคุณสามารถสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งจนสามารถขยายได้โดยไม่เสียคุณภาพ ธุรกิจของคุณก็จะมีมูลค่ามหาศาลและกลายเป็นที่หมายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่
สำหรับผู้อ่านที่กำลังทำธุรกิจ นี่คือบทเรียนสำคัญว่าอย่าเพียงแต่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สินค้าที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหาวิธีสร้างระบบที่ทำให้ความพิถีพิถันนั้นสามารถถ่ายทอดและขยายขนาดได้อย่างต่อเนื่อง หากคุณสามารถทำสิ่งนี้ได้ ธุรกิจของคุณก็จะมีโอกาสเติบโตในระดับประเทศหรือระดับโลกอย่างแน่นอน
ที่มา : youtube channel NopPongsatorn
