ธุรกิจโรงพิมพ์และป้ายหาเสียงคึกคักรับช่วงเลือกตั้ง
ในช่วงเทศกาลการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่ส่งผลบวกโดยตรงต่อภาคธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะธุรกิจโรงพิมพ์และร้านทำป้ายในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยจากการสำรวจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่พบว่า ยอดการสั่งผลิตป้ายหาเสียงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหลายเท่าตัว จนส่งผลให้วัสดุที่ใช้ในการผลิตป้ายเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้ประกอบการโรงพิมพ์ในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่าทางร้านต้องเร่งเดินเครื่องจักรตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อผลิตป้ายหาเสียงส่งให้กับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ให้ทันตามกำหนดเวลา โดยปกติแล้วในช่วงเวลาที่ไม่ใช่เทศกาลเลือกตั้ง ทางร้านจะมียอดสั่งทำป้ายทั่วไปเพียงเดือนละประมาณ 10 ป้ายเท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ยอดสั่งผลิตพุ่งสูงขึ้นเป็นวันละ 500 ป้ายหรือมากกว่าเดิมถึง 100 เท่าตัว
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้กำลังการผลิตต้องทำงานหนักขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตป้ายไวนิลและกรอบไม้ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสินค้าที่หาได้ยากและมีราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาดที่อุปสงค์สูงกว่าอุปทานอย่างเห็นได้ชัด
มาตรการเข้มงวดของร้านป้าย: ป้องกันปัญหาเบี้ยวเงินจากบทเรียนในอดีต
ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ผู้ประกอบการหลายรายเคยประสบปัญหาการถูกนักการเมืองบางคนสั่งทำป้ายจำนวนมากแต่สุดท้ายกลับเบี้ยวเงินหรือไม่ยอมมารับสินค้า ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินอย่างหนัก ดังนั้นในปีนี้ทางร้านจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการความปลอดภัยด้วยการเก็บเงินมัดจำล่วงหน้าในอัตรา 50% ของยอดสั่งซื้อทั้งหมด เพื่อเป็นการการันตีความมั่นใจในการผลิตและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
สถิติที่น่าสนใจคือจากเดิมที่เคยผลิตงานได้เพียง 5% ของขีดความสามารถในการผลิต แต่ในขณะนี้ออเดอร์กลับพุ่งขึ้นสูงถึง 100-200% โดยเฉพาะในส่วนของกรอบไม้ที่ใช้ติดตั้งป้าย จากเดิมที่เคยผลิตไม่เกิน 10 กรอบต่อเดือน ปัจจุบันทางร้านสามารถผลิตได้มากกว่า 400 กรอบภายในเวลาเพียงไม่กี่วันนับตั้งแต่เปิดรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งนี่ถือเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนที่สุดในช่วงฤดูกาลเลือกตั้ง
กระแสป้ายหาเสียงที่เปลี่ยนไป: ทำไมรถแดงเชียงใหม่ถึงเงียบเหงา
ในขณะที่ธุรกิจโรงพิมพ์ป้ายไวนิลเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับพื้นที่การติดป้ายหาเสียงบนรถแดงในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ผู้สมัครมักจะมาติดต่อขอใช้พื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์ตนเอง แต่ในปีนี้ผู้ประกอบการรถแดงกลับได้รับผลกระทบจากความเงียบเหงาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการรถแดงให้ข้อมูลว่า ในอดีตมีผู้สมัคร ส.ส. ติดต่อขอติดป้ายแนะนำตัวบนรถเป็นจำนวนมากในทุกๆ ครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่สำหรับครั้งนี้สถานการณ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยยังไม่มีผู้สมัครรายใดเข้ามาติดต่อขอใช้พื้นที่โฆษณาเลยแม้แต่รายเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติจากธรรมเนียมปฏิบัติเดิมที่เคยมีมาตลอด
ความเงียบเหงาในจุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลยุทธ์การหาเสียงของนักการเมืองในยุคปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบอื่น เช่น การใช้สื่อออนไลน์ หรือการมุ่งเน้นสื่อสารผ่านช่องทางหลักของพรรคการเมืองมากกว่าการติดป้ายบนรถรับจ้างท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองต้องปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป
วิเคราะห์การเมืองผ่านมุมมองนักวิชาการ: การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ทัศนะวิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งในภาคเหนือครั้งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่ออิทธิพลของกลุ่มการเมืองท้องถิ่น หรือที่รู้จักกันในนามของกลุ่ม "บ้านใหญ่" ในหลายพื้นที่เริ่มมีบทบาทลดลงอย่างเห็นได้ชัด
หลายตระกูลการเมืองเก่าแก่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยการส่งผู้สมัครรุ่นใหม่ลงสู่สนามแข่งขัน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้สมัครต้องพึ่งพานโยบายของพรรค กระแสความนิยมระดับประเทศ และภาพลักษณ์ในมุมกว้างมากกว่าการพึ่งพาบารมีส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต
จังหวัดลำปางถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมีการโยกย้ายสลับขั้วทางการเมืองของบรรดาบ้านใหญ่ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมดุลอำนาจในพื้นที่ภาคเหนือในระยะยาว การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การตัดสินใจเลือกผู้แทน แต่เป็นการวัดกระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของประชาชนที่ต้องการเห็นการเมืองไทยก้าวข้ามผ่านรูปแบบเดิมๆ ไปสู่ยุคใหม่ที่มีความทันสมัยและตอบโจทย์สังคมมากขึ้น
ที่มา : youtube channel Thai PBS
