ย้อนรอยต้นกำเนิดกาแฟสำเร็จรูปในไทย
หากกล่าวถึงตลาดกาแฟสำเร็จรูปในประเทศไทย หลายคนคงนึกถึงชื่อของ คุณประยุทธ์ มหากิจศิริ ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเจ้าพ่อเนสกาแฟ เรื่องราวนี้ย้อนกลับไปยาวนานกว่า 50 ปี เมื่อคุณประยุทธ์เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจหลังสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา โดยในยุคนั้นประเทศไทยยังไม่มีกาแฟสำเร็จรูปที่ผลิตเองอย่างแพร่หลาย สินค้าส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาสูง คุณประยุทธ์จึงได้ก่อตั้งบริษัท กาแฟผงไทย จำกัด ขึ้นในปี พ.ศ. 2515 โดยนำเข้าเครื่องจักรจากอิสราเอลและตั้งโรงงานย่านบางนา เพื่อสร้างแบรนด์กาแฟของคนไทยภายใต้ชื่อ Viva ซึ่งถือเป็นกาแฟสำเร็จรูปแบรนด์ไทยเจ้าแรกๆ ในขณะนั้น
จุดเริ่มต้นของการร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่
ในช่วงปี พ.ศ. 2515 ถึง 2517 แม้เนสเล่จะยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาดไทยมากนัก แต่ก็ได้เข้ามาเจรจาร่วมทุนกับบริษัทของคุณประยุทธ์ ซึ่งในขณะนั้นมีบริษัทกาแฟระดับโลกอย่าง Maxwell House เข้ามาทาบทามด้วยเช่นกัน แต่ด้วยความเชื่อมั่นในทีมงานเนสเล่ที่ให้คำมั่นว่าจะร่วมเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรและผู้บริโภคชาวไทย คุณประยุทธ์จึงตัดสินใจเลือกเนสเล่ โดยเริ่มต้นจากการที่เนสเล่เข้ามาถือหุ้น 10% ในบริษัทกาแฟผงไทย ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในเวลาต่อมา และได้มีการจัดตั้งบริษัท Quality Coffee Product จำกัด หรือ QCP ขึ้นในปี พ.ศ. 2533 ด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานการผลิตหลักด้วยกำลังการผลิตที่สูงขึ้น
ชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งและคดีความ
ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อแนวคิดในการบริหารจัดการไม่ตรงกัน โดยทางฝั่งมหากิจศิริระบุว่ามีความพยายามจากหุ้นส่วนต่างชาติในการบีบให้ครอบครัวขายหุ้นในราคาที่ถูกกำหนดขึ้นเอง เพื่อหวังเข้าครอบครองกิจการและทำตลาดกาแฟไทยแบบ 100% ทั้งที่เงินลงทุนและการพัฒนาตลาดตลอด 50 ปีที่ผ่านมามาจากบริษัทร่วมทุนแห่งนี้ นำไปสู่การยุติสัญญาการผลิตที่ให้สิทธิ์แก่ QCP ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567
สมรภูมิคดีความทั้งในและต่างประเทศ
คดีความระหว่างเนสเล่และตระกูลมหากิจศิริมีความซับซ้อนและยาวนานเปรียบเสมือนหางว่าว เริ่มต้นจากคดีในศาลแพ่งมีนบุรีที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเนสเล่ผลิตและจำหน่ายสินค้า ก่อนที่เนสเล่จะยื่นคัดค้านและย้ายคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งตัดสินให้เนสเล่เป็นผู้ถือสิทธิ์เครื่องหมายการค้าแต่เพียงผู้เดียว ในด้านคดีต่างประเทศ คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและศาลสูงสิงคโปร์ได้พิพากษาให้การยุติสัญญาของเนสเล่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
การสู้กลับของฝ่ายมหากิจศิริ
ทางฝั่งมหากิจศิริไม่ได้นิ่งเฉย โดยมีการยื่นฟ้องทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา รวมถึงการร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ เช่น ECD เพื่อตรวจสอบเรื่องการฉ่อโกง การไม่ลงบัญชีบริษัทอย่างถูกต้อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายที่ไม่เป็นธรรม และการตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นที่อาจเข้าข่ายนอมินี นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนไปยัง DSI และสภาวิชาชีพบัญชีเพื่อตรวจสอบการทำงานของผู้สอบบัญชี โดยมีการเรียกค่าเสียหายในคดีละเมิดสูงถึงแสนล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มข้นของศึกในครั้งนี้
บทสรุปและอนาคตของตลาดกาแฟไทย
ปัจจุบันความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปและยังไม่มีข้อยุติในหลายคดี แม้เนสเล่จะอ้างคำตัดสินจากศาลต่างประเทศในการเดินหน้าธุรกิจ แต่ทางฝั่งมหากิจศิริยืนยันสู้ยิบตาเพื่อปกป้องธุรกิจที่สร้างมากับมือ สถานการณ์นี้จึงยังเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญและเป็นเรื่องราวที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้วตลาดกาแฟของคนไทยจะถูกบริหารจัดการอย่างไร และผลลัพธ์ของมหากาพย์คดีความนี้จะจบลงที่ตรงไหน
ที่มา : youtube channel ฐานเศรษฐกิจ
