สงครามกลยุทธ์บุฟเฟต์ที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องราคา
วงการร้านอาหารในประเทศไทยกำลังถูกจับตามองอย่างหนักกับศึกระหว่างสองยักษ์ใหญ่ที่ขับเคี่ยวกันมาตลอดอย่าง MK และสุกี้ตี๋น้อย ล่าสุด MK ได้ประกาศเปิดตัวแพ็คเกจสมาชิกบุฟเฟต์รายเดือนในราคา 2,990 บาท ซึ่งหากมองจากมุมมองของผู้ประกอบการแล้ว นี่คือกลยุทธ์ที่แทบจะมองไม่เห็นผลกำไรในระยะสั้น แต่ทำไมแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง MK ถึงยอมเดินเกมนี้? คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในเรื่องของกลยุทธ์การตลาดที่ต้องการกลับมาเป็น Top of Mind ในบทสนทนาของลูกค้าอีกครั้ง
การรุกกลับของตี๋น้อยและการช่วงชิงพื้นที่ในใจลูกค้า
เมื่อ MK ขยับตัว สุกี้ตี๋น้อยก็ไม่รอช้าที่จะสวนกลับทันทีด้วยโปรโมชั่นราคาที่ต่ำกว่า คือ 2,760 บาทแต่จำกัดการทานได้ 10 ครั้ง ทั้งสองแบรนด์ต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในใจผู้บริโภค หากแบรนด์ใดหยุดนิ่งก็จะถูกลืมไปได้ง่ายๆ ในโลกของธุรกิจร้านอาหารที่การแข่งขันรุนแรงเช่นนี้ การคงอยู่ให้ได้ในกระแสสังคมจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
ผมมองว่าการแข่งขันในยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่รสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวัดความสามารถในการดึงความสนใจของผู้คน การที่ MK เลือกทำแคมเปญ Subscription นั้นไม่ใช่เพื่อทำกำไรโดยตรงจากการขายบุฟเฟต์ แต่เป็นการรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในอนาคต
อนาคตของโมเดลธุรกิจบุฟเฟต์จะเป็นอย่างไร?
ในมุมของธุรกิจบุฟเฟต์ ผมวิเคราะห์ว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคที่กำไรต่อหัวจะถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ แบรนด์ต่างๆ จะหันไปใช้กลยุทธ์การขายแบบ Add-on หรือการลดตัวเลือกในแพ็คเกจมาตรฐานเพื่อรักษาต้นทุน แต่ยังคงตัวเลขราคาเริ่มต้นที่น่าดึงดูดใจเอาไว้ นี่คือสัญญาณที่บอกว่าในอนาคต ลูกค้าจะเห็นราคาที่ดูคุ้มค่า แต่จะมีการจ่ายเพิ่มในส่วนประกอบอื่นๆ ตามมา
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังทำธุรกิจในลักษณะนี้ สิ่งสำคัญคือการอ่านเกมของรายใหญ่ให้เป็น หากรายใหญ่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานราคาและความคาดหวังของลูกค้า การเดินตามหรือขยับตัวหลังรายใหญ่จะช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่าการเป็นคนเริ่มก่อน เพราะความคาดหวังของลูกค้าถูกตั้งไว้เรียบร้อยแล้วโดยแบรนด์ที่มีอิทธิพลในตลาด
บทสรุปของการปรับตัว
สุดท้ายแล้ว ทั้ง MK และสุกี้ตี๋น้อยต่างกำลังเล่นเกมระยะยาว การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแย่งยอดขายในเดือนสิงหาคม แต่คือการปรับตัวเพื่อให้แบรนด์ยังคงความสดใหม่และน่าสนใจในสายตาผู้บริโภค การรักษาฐานลูกค้าเดิมควบคู่ไปกับการดึงดูดกลุ่มใหม่ คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ที่มา : youtube channel I am Joe Jitnarin
