วิกฤตศรัทธาสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ เมื่อแคมเปญการตลาดกลายเป็นประเด็นร้อนทางประวัติศาสตร์
เหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่าง Starbucks เกาหลีใต้กับภาคประชาชนได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้กว่า 40 นาย ได้เข้าบุกค้นสำนักงานใหญ่ของ Starbucks ในย่านกังนัม กรุงโซล เป็นเวลานานเกือบ 10 ชั่วโมง เพื่อดำเนินการสอบสวนแคมเปญการตลาดที่กลายเป็นชนวนเหตุแห่งความไม่พอใจอย่างรุนแรง เนื่องจากถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นประวัติศาสตร์และกระทบกระเทือนจิตใจของผู้เสียหายรวมถึงครอบครัวจากเหตุการณ์ปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในเมืองควังจูเมื่อปี 1980
จุดเริ่มต้นของปัญหาจากชื่อแคมเปญสุดอื้อฉาว
ข้อพิพาทนี้มีต้นเหตุมาจากการจัดแคมเปญโปรโมตแก้วน้ำสแตนเลสรุ่นพิเศษ ซึ่งมีการใช้ชื่อว่า SS Tank และกำหนดให้วันที่ 18 พฤษภาคม เป็น Tank Day ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว วันที่ 18 พฤษภาคม ถือเป็นวันรำลึกถึงเหตุการณ์การลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองควังจู การใช้คำว่า Tank ในวันดังกล่าวจึงถูกตีความว่าเป็นการล้อเลียนหรือเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดของผู้ที่สูญเสียในเหตุการณ์สังหารหมู่ทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศ
การตอบโต้และการแก้ไขปัญหาขององค์กร
หลังจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขยายตัวเป็นวงกว้าง กลุ่มชินเซเกกรุ๊ป ซึ่งถือหุ้นใหญ่ถึง 67.5% ใน Starbucks เกาหลีใต้ ได้ตัดสินใจยุติแคมเปญดังกล่าวภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเริ่มเปิดตัว นอกจากนี้ยังมีการสั่งปลดประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Starbucks เกาหลีใต้ในขณะนั้น พร้อมกับการที่ประธานของชินเซเกกรุ๊ปต้องออกมากล่าวคำขอโทษผ่านสื่อโทรทัศน์เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไม่เพียงแค่นั้น ในวันที่ 22 มิถุนายน ทางแบรนด์ยังได้สั่งปิดร้านสาขาทั่วประเทศครึ่งวัน เพื่อให้พนักงานเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความละเอียดอ่อนทางสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า การทำธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถมองข้ามบริบททางประวัติศาสตร์หรือความรู้สึกของสังคมได้เลย เพราะความผิดพลาดด้านภาพลักษณ์สามารถบานปลายไปสู่ความเสียหายทางธุรกิจและการสอบสวนทางกฎหมายได้ในที่สุด
ความคืบหน้าล่าสุดและการสอบสวนทางกฎหมาย
สำหรับการบุกค้นสำนักงานใหญ่และการเข้าตรวจค้นที่พักของอดีตผู้บริหารในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดโทรศัพท์มือถือและเอกสารสำคัญต่างๆ เพื่อนำไปตรวจสอบหาเจตนาที่แท้จริงของผู้จัดทำแคมเปญว่าเข้าข่ายการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทตามกฎหมายว่าด้วยขบวนการประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม หรือไม่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของตำรวจในขณะนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนการรวบรวมหลักฐานและยังไม่มีข้อสรุปว่าบริษัทหรือผู้บริหารมีความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่
เหตุการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับแบรนด์ระดับโลกที่เข้าไปทำธุรกิจในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์การเมืองที่เปราะบาง การทำความเข้าใจวัฒนธรรมและบริบททางสังคมจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากลยุทธ์การขาย เพื่อให้การเติบโตทางธุรกิจดำเนินไปควบคู่กับการให้เกียรติประวัติศาสตร์ของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
ที่มา : youtube channel TNN
