งบต้านโกง: ภาษีมหาศาลที่ไร้คำตอบด้านผลลัพธ์
ประเทศไทยมีการจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนบูรณาการการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า งบต้านโกง มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน หลายคนเข้าใจผิดว่าเงินก้อนนี้เป็นของ ป.ป.ช. เพียงหน่วยงานเดียว แต่ความจริงแล้วมันเปรียบเสมือนกองกลางที่หน่วยงานรัฐหลายแห่งร่วมกันเสนอโครงการเข้ามา ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึงหลักพันล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ยังคงไม่มีใครตอบได้ชัดเจนคือ เงินภาษีเหล่านี้สามารถลดปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศได้จริงหรือไม่ หรือเรากำลังใช้เงินผิดที่ผิดทางอยู่กันแน่
หากพิจารณาจากตัวเลขงบประมาณย้อนหลัง จะพบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมหลักสองร้อยกว่าล้านบาท พุ่งสูงขึ้นจนเกือบแตะหนึ่งพันล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี แม้จะมีแผนงานที่ฟังดูดี เช่น การปลูกฝังจิตสำนึกในโรงเรียน การอบรมข้าราชการ หรือการจัดทำสื่อรณรงค์ แต่เมื่อคณะกรรมาธิการพยายามสอบถามถึงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่มักเป็นเพียงรายงานตัวเลขกิจกรรมที่ทำไปแล้ว ไม่ใช่ดัชนีชี้วัดว่าพฤติกรรมการทุจริตลดลงอย่างไร
กับดักของตัวชี้วัด: เมื่อรายงานแค่ผลผลิตแต่ไร้ผลลัพธ์
ปัญหาหลักของการประเมินผลโครงการเหล่านี้คือ การมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น การจัดสัมมนา การทำแบบทดสอบความซื่อสัตย์ หรือการทำแบบสอบถาม ITA ที่หน่วยงานมักประเมินตัวเองและได้คะแนนสูงลิ่ว แต่ในทางกลับกัน ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยกลับอยู่ในอันดับที่ต่ำลงเรื่อยๆ ในสายตาของนักลงทุนและองค์กรระหว่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าระบบการประเมินภายในประเทศกับความเป็นจริงที่โลกมองนั้นสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแบบสอบถามเรื่องความโปร่งใสในสถานศึกษา ซึ่งคำถามส่วนใหญ่เป็นเชิงให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประเมินความรู้สึกของตนเอง ซึ่งยากที่จะนำมาเป็นหลักฐานยืนยันความโปร่งใสที่แท้จริงได้ เพราะในทางปฏิบัติ ไม่มีใครตอบว่าตนเองหรือองค์กรขาดคุณธรรม การพึ่งพาเพียงแบบสอบถามเหล่านี้จึงไม่ต่างจากการทำโครงการเพื่อผ่านไปปีต่อปีเท่านั้น
ข้อเสนอเพื่อความโปร่งใส: เปลี่ยนเอกสารให้เป็นข้อมูลที่ใช้งานได้
การแก้ไขปัญหาทุจริตที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ที่เข้าถึงได้ง่ายและนำไปวิเคราะห์ต่อได้ (Machine Readable) ปัจจุบันการเข้าถึงบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองยังคงมีความยุ่งยาก ต้องเดินทางไปคัดสำเนาที่หน่วยงานและถูกจำกัดด้วยระเบียบที่ล้าสมัย ทั้งที่หากข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยี AI จะสามารถตรวจสอบความผิดปกติได้ตั้งแต่ก่อนจะมีการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
สิ่งที่ภาคประชาชนต้องการเห็นไม่ใช่จำนวนชั่วโมงของการอบรม แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเงินภาษีที่จ่ายไปได้เปลี่ยนสังคมไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไร การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบและการปรับปรุงระเบียบการเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นทางออกที่สำคัญกว่าการทุ่มงบประมาณไปกับกิจกรรมรณรงค์แบบเดิมๆ
มุมมองจากคนทำงาน: อุปสรรคที่แท้จริงคืออะไร?
จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่งบประมาณไม่พอ แต่เป็นเรื่องของการขาดกำลังคน ระบบที่ล่าช้า และความไม่ชัดเจนของนโยบายที่ตีความต่างกันไปในแต่ละส่วนงาน การทำงานภายใต้แผนเดียวกันแต่ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างแท้จริงทำให้งานเดินหน้าไปได้ช้า การแก้ไขโครงสร้างการทำงานและลดขั้นตอนการทำเอกสารที่ซ้ำซ้อนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้งบต้านโกงเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สุดท้ายแล้ว หากรัฐบาลยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินพันล้านเหล่านี้ถูกใช้ไปเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและคุ้มค่า คำถามจากประชาชนก็จะยังคงดังต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด และงบต้านโกงก็จะกลายเป็นเพียงภาระทางภาษีที่ไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทยได้
ที่มา : youtube channel THE STANDARD
