ก้าวข้ามผ่าน 18 ปีแห่งความสำเร็จของ โม โม พาราไดซ์
เส้นทางของ โม โม พาราไดซ์ ในประเทศไทยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นเรื่องราวของการสร้างธุรกิจด้วยหัวใจและความมุ่งมั่น โดยเริ่มต้นจากการเป็นแบรนด์แฟรนไชส์จากญี่ปุ่นที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดสุกี้และชาบูในไทย แม้ในช่วงแรกจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งความไม่คุ้นเคยของผู้บริโภคต่อรสชาติน้ำดำแบบญี่ปุ่นแท้ๆ หรือแม้แต่การทานไข่ดิบที่เป็นวัฒนธรรมเฉพาะตัว แต่ด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้องและการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตและหยั่งรากลึกในตลาดไทยได้อย่างมั่นคง
หัวใจสำคัญของการบริหาร: เมื่อลูกค้าคือคนสำคัญไม่ใช่พระเจ้า
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจของซีอีโอคือการมองว่าลูกค้าเป็นคนสำคัญ แต่ไม่ใช่พระเจ้าที่สามารถสั่งให้เปลี่ยนตัวตนของแบรนด์ได้ การรักษามาตรฐานความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ คือหัวใจที่ทำให้แบรนด์มีความแข็งแกร่ง แทนที่จะเดินตามกระแสเพื่อเอาใจลูกค้าจนเสียตัวตน แบรนด์เลือกที่จะสื่อสารและสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคจนเกิดเป็นการยอมรับในระยะยาว นี่คือกลยุทธ์ที่ฉีกตำราการตลาดแบบเดิมๆ แต่กลับสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้อย่างแท้จริง
การฝ่าฟันวิกฤตและบทเรียนจากการบริหารคน
ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมือง วิกฤตน้ำท่วม หรือแม้แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ละครั้งถือเป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้ทีมงานแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโควิดที่รายได้เป็นศูนย์ แต่หัวใจของการบริหารคือการรักษาพนักงานกว่า 1,500 คนเอาไว้ให้ได้ เพราะพนักงานคือตัวแทนในการส่งมอบประสบการณ์ไปสู่ลูกค้า การมีทัศนคติแบบเติบโต (Growth Mindset) ทำให้ผู้บริหารไม่ยอมแพ้ต่อความกลัว แต่กลับเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้าในการหาทางออกและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
อนาคตและการเติบโตบนรากฐานที่มั่นคง
ปัจจุบันแบรนด์มีสาขามากกว่า 30 แห่ง และมีการขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจไปยังแบรนด์อาหารอื่นๆ ในเครือ โดยใช้หลักการเดียวกันคือการคัดเลือกสิ่งที่ผู้บริหารชื่นชอบและมีคุณภาพสูงมาเปิดให้บริการ โดยไม่มุ่งเน้นการขยายสาขาอย่างรวดเร็วเกินตัว แต่เน้นความมั่นคงและประสิทธิภาพของแต่ละสาขาเป็นสำคัญ การบริหารจัดการที่คำนึงถึงทุกมิติ ทั้งรสชาติ คุณภาพ และการบริการ คือสิ่งที่ทำให้ โม โม พาราไดซ์ ยังคงเป็นแบรนด์ที่ครองใจคนไทยและมีคิวรอใช้บริการยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน
ที่มา : youtube channel BTimes
