สถานการณ์ภาษีรถยนต์ไฟฟ้าในไทย: จับตาการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต
ในขณะที่กระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่เรียกร้องให้มีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงสำคัญว่ารัฐบาลควรจะปรับโครงสร้างภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศอย่างไร โดยมีการเสนอให้ขยับอัตราภาษีจากเดิมที่ 10% ให้สูงขึ้นไปถึง 32% หรือสูงสุดถึง 50% เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างรถยนต์นำเข้าและรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
ผมมองว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหากมีการเคาะตัวเลขภาษีขึ้นมาจริงๆ ตามที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เรียกร้อง โดยเฉพาะในกรณีของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่ปัจจุบันยังได้สิทธิประโยชน์ภาษีนำเข้า 0% ตามเงื่อนไขต่างๆ การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตจะส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกโดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงมาก ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามียอดขายกว่า 14,000 คัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้า ไม่เพียงแค่แบรนด์จีนเท่านั้น แต่ยังมีแบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นหลายค่ายที่ใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% นำเข้ารถจากฐานการผลิตในจีนเข้ามาจำหน่ายในไทย ทำให้เกิดความได้เปรียบในเชิงราคาจนค่ายที่ผลิตในไทยเริ่มอยู่เฉยไม่ได้และต้องส่งเสียงเรียกร้องให้มีการปรับจูนมาตรการภาษีเพื่อความเท่าเทียม
เสียงสะท้อนจากค่ายรถยนต์และแนวทางการปรับตัว
หลายแบรนด์รถยนต์ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าต่างเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาเรื่องระยะเวลาในการปรับตัว หรือที่เรียกว่า Lead time หากจะมีการปรับขึ้นภาษีจริงๆ ก็ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือเป็นขั้นบันได เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนการดำเนินธุรกิจและการตั้งราคาที่วางไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังคงยืนกรานว่าสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในขั้นวิกฤตที่ต้องได้รับการแก้ไขทันที โดยมองว่าการปล่อยให้ช่องว่างภาษีถ่างกว้างเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนในประเทศอย่างรุนแรง
ในขณะที่ตัวเลขภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าสูงสุดที่รัฐบาลอาจปรับขึ้นนั้น คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 40% ซึ่งถือเป็นเพดานสูงสุดที่สามารถทำได้ หากเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ขนาดใหญ่ที่เสียภาษีสูงถึง 50% การปรับขึ้นภาษี EV นำเข้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างการปกป้องอุตสาหกรรมเดิมกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่ทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าไป
ยุทธศาสตร์การลงทุนของค่ายรถญี่ปุ่นในไทย
ท่ามกลางข่าวลือเรื่องการย้ายฐานการผลิตไปอินโดนีเซีย ผมขอยืนยันว่าค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับไทยเป็นฐานการผลิตหลัก แม้จะมีแรงจูงใจจากประเทศเพื่อนบ้านที่พยายามดึงดูดด้วยแพ็คเกจภาษีและเงินสนับสนุน แต่ไทยยังคงมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่าและแข็งแกร่งกว่าเห็นได้จากการลงทุนสะสมของ Toyota, Honda, Isuzu และ Mitsubishi ที่แต่ละค่ายต่างทุ่มงบลงทุนระดับหลายหมื่นล้านบาทเพื่อปรับปรุงโรงงานและรองรับเทคโนโลยีใหม่
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ Toyota ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต Land Cruiser FJ ซึ่งเป็นโปรเจคระดับโลก โดยผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลักและขายในไทยเพียงส่วนน้อย สะท้อนให้เห็นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อขายในประเทศ แต่ยังเป็นฐานการผลิตเพื่อกระจายสินค้าไปทั่วโลก ในส่วนของ Mitsubishi เองก็มีการวางงบลงทุนกว่า 16,000 ล้านบาทเพื่อพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่อาจมาพร้อมกับขุมพลังไฮบริดหรือไฟฟ้าในอนาคต
Isuzu ก็เช่นกัน มีแผนลงทุนกว่า 32,000 ล้านบาทระหว่างปี 2567-2571 เพื่อปรับปรุงโรงงานให้มีความทันสมัยและลดการใช้พลังงานด้วยโซล่าเซลล์ รวมถึงการพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่อย่าง D-Max EV ที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออก การดำเนินงานเหล่านี้ตอกย้ำว่าผู้ผลิตญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย
มุมมองจากค่ายรถจีนและการปรับตัวสู่การผลิตในไทย
ด้านผู้บริหารค่ายรถจีนอย่าง Xpeng ก็แสดงท่าทีที่น่าสนใจ โดยยอมรับได้หากภาครัฐจะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่ก็ขอให้มีความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อประกอบการตัดสินใจในการตั้งโรงงานผลิตในไทย ซึ่งปัจจุบัน Xpeng ได้เริ่มประกอบรถยนต์ในอินโดนีเซียและมาเลเซียแล้ว การมีโรงงานในไทยอีกหนึ่งแห่งจึงเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนแบ่งสัดส่วนการผลิตให้ชัดเจนสำหรับแต่ละประเทศในภูมิภาค
การที่ค่ายรถจีนเริ่มขยับตัวมาตั้งโรงงานในไทยถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงว่ามาตรการภาษีของรัฐบาลไทยเริ่มส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตเข้ามาจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของภาครัฐในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การนำเข้าเพียงอย่างเดียว
ข้อควรระวังและผลกระทบในอนาคต
สิ่งหนึ่งที่ผมต้องเตือนคือ หากไทยรีบปรับขึ้นภาษีนำเข้าโดยไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอ อาจถูกมองว่าเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า (Non-tariff barriers) ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอย่างข้าวหรือทุเรียนที่ไทยส่งออกไปจีนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการตัดสินใจของรัฐบาลจึงต้องมีการสื่อสารอย่างรอบด้านและมองเห็นถึงผลกระทบในทุกมิติ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
โดยสรุป การปรับภาษี EV ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นหมากเกมการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยความระมัดระวัง ผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารยานยนต์ในไทยต้องจับตาดูการแถลงจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการตัดสินใจจะส่งผลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยไปอีกหลายทศวรรษ
ที่มา : youtube channel ฐานเศรษฐกิจ
