เปิดปูมหลัง ป๋อง ฑนา ผู้ต้องหาคดีสะเทือนขวัญ
กรณีของนายธนา หรือ ป๋อง กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ ภายหลังจากที่เขาตกเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญในหลายคดีที่ตำรวจกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบความเชื่อมโยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีการหายตัวไปของ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่ขยายผลตรวจสอบพฤติกรรมย้อนหลังของเขาอย่างละเอียด พบว่านายธนามีประวัติอาชญากรรมที่โชกโชนและต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน
จากคำบอกเล่าของญาติระบุว่า นายธนาเพิ่งจะพ้นโทษออกมาได้ไม่ถึง 2 เดือน คือในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะมาถูกจับกุมในคดีล่าสุดนี้เอง ข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์ระบุว่านายธนาเป็นชาวตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจากการสืบค้นประวัติย้อนหลังพบว่าเขาเคยถูกตำรวจ สภ.บางละมุง จับกุมมาแล้วตั้งแต่อายุ 27 ปี ในปี พ.ศ. 2553 โดยในขณะนั้นเขาถูกแจ้งข้อหาหนักหลายคดี เช่น ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี กักขังหน่วงเหนี่ยว พรากผู้เยาว์ เสพยาเสพติด และครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
แม้ในขณะนั้นนายธนาจะให้การปฏิเสธในหลายข้อหา โดยอ้างว่าเด็กหญิงที่อยู่ด้วยนั้นมาด้วยความสมัครใจ และยอมรับเพียงข้อหายาเสพติดและอาวุธปืนเท่านั้น แต่ด้วยประวัติที่ปรากฏภายหลัง พบว่าเขายังคงมีคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนในปี 2561 คดีพรากผู้เยาว์ในปี 2563 รวมถึงคดีพยายามฆ่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวงจรการกระทำผิดที่ไม่สิ้นสุดของบุคคลผู้นี้
ข้อกังขาต่อกระบวนการคืนคนดีสู่สังคม
คำถามสำคัญที่สังคมตั้งขึ้นคือ เหตุใดบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและมีประวัติการกระทำผิดซ้ำซากเช่นนี้ จึงยังคงสามารถกลับมาก่อเหตุรุนแรงได้อีกหลังจากพ้นโทษออกมา ญาติของนายธนาได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่าเขามีพื้นฐานเป็นคนอารมณ์ร้อนและเคยถูกพ่อทำร้ายร่างกายมาตั้งแต่ยังเด็ก แม้จะเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ต้องรอการพิสูจน์ แต่ประเด็นที่น่าสังเกตคือ กระบวนการขัดเกลาและประเมินความเสี่ยงก่อนปล่อยตัวนักโทษออกจากเรือนจำนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด
สังคมเกิดความกังวลว่า หากไม่มีกลไกเฝ้าระวังที่เข้มแข็งพอ การปล่อยผู้ที่ไม่มีแนวโน้มจะกลับตัวได้ออกมาสู่สังคมก็เปรียบเสมือนการปล่อยภัยคุกคามให้กลับมาสร้างความเสียหายซ้ำอีก การพิจารณาถึงความพร้อมของสภาพจิตใจและการติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญสูงสุด
กลไกตำรวจกับการร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ได้มีการหารือร่วมกับทางรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเตรียมประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อจัดทำระบบติดตามพฤติกรรมผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกมา โดยจะมีการจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดในระยะหนึ่ง เพื่อประเมินว่าผู้พ้นโทษมีความสำนึกในความผิดและพร้อมที่จะกลับตัวเป็นคนดีประกอบอาชีพสุจริตหรือไม่
มาตรการนี้มีความเด็ดขาด หากพบว่าผู้ที่พ้นโทษออกมาแล้วยังคงมีพฤติกรรมเหมือนเดิมหรือสร้างความเดือดร้อนให้สังคม เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อนำตัวกลับมาดำเนินคดีเพิ่ม พร้อมเพิ่มข้อหาในฐานที่ไม่หลาบจำ เพื่อให้มั่นใจว่าสังคมจะได้รับความปลอดภัยสูงสุดจากกลุ่มผู้กระทำความผิดซ้ำ
กฎหมาย JSOC เครื่องมือใหม่ในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายที่เคยมีมา ในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยได้มีการตราพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง หรือที่เรียกกันว่ากฎหมาย JSOC ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2566 กฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับผู้กระทำความผิดประเภทข่มขืน ทำร้ายร่างกาย ฆาตกรรม หรือเรียกค่าไถ่ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะกระทำความผิดซ้ำหลังจากพ้นโทษ
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การที่กรมราชทัณฑ์ต้องจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดเป็นรายบุคคลก่อนปล่อยตัว เพื่อระบุว่าใครสมควรได้รับมาตรการเฝ้าระวังแบบใด โดยจะมีคณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำเป็นผู้เคาะแนวทางปฏิบัติ เช่น การบังคับให้เข้ารับการรักษาทางการแพทย์ การห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย การจำกัดพื้นที่พักอาศัย หรือการกำหนดให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติอย่างสม่ำเสมอ
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี EM และความท้าทายในทางปฏิบัติ
นอกเหนือจากข้อบังคับแล้ว กฎหมายยังให้อำนาจในการใช้กำไล EM เพื่อติดตามตัวผู้พ้นโทษ ซึ่งเป็นการออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการป้องกันสังคมและการคุ้มครองสิทธิของผู้พ้นโทษ โดยอดีตผู้บริหารสถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรมได้ให้ความเห็นว่า แม้กฎหมายจะมีกลไกที่ดี แต่การบังคับใช้จริงยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบุคลากร
การบำบัดฟื้นฟูในชุมชนต้องการเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กำไล EM เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการเฝ้าระวังและสนับสนุนให้ผู้พ้นโทษสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้จริง ซึ่งหากทำได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จะสามารถเฝ้าระวังบุคคลเสี่ยงได้นานถึง 10 ปี หรือแม้กระทั่งการคุมขังภายหลังพ้นโทษหากมีความจำเป็นเร่งด่วน
บทสรุปจากสถิติและการติดตามผลในปัจจุบัน
นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ข้อมูลระบุว่ามีนักโทษเด็ดขาดกว่า 17,000 คนที่ทยอยพ้นโทษออกมาเฉลี่ยปีละ 1,500 คน โดยจากการติดตามนักโทษเกือบ 500 คน พบว่าศาลได้สั่งให้เฝ้าระวังเข้มงวดถึง 300 คน ผ่านมาตรการต่างๆ ที่หลากหลาย ทั้งการติดกำไล EM การจำกัดบริเวณ และการบำบัดรักษาทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการสร้างเกราะป้องกันภัยให้กับประชาชน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและความพร้อมของเครือข่ายในชุมชนที่จะช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้มั่นใจว่ากลไกการเฝ้าระวังนี้จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดโอกาสการเกิดเหตุสะเทือนขวัญซ้ำรอยเดิมได้ในอนาคต
ที่มา : youtube channel Thai PBS
