สถานการณ์วิกฤตค่าเงินเยนญี่ปุ่น
ตลาดการเงินโลกกำลังจับตามองสถานการณ์ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 1986 โดยล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทั้งภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลญี่ปุ่นชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
สาเหตุและปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ
ปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าอย่างรุนแรงมาจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กว้างมากระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยบ้างแล้ว แต่ระดับดอกเบี้ยของญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทำให้นักลงทุนเลือกใช้กลยุทธ์ Carry Trade ด้วยการกู้เงินเยนที่มีต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเผชิญกับความกังวลด้านวินัยการคลังเนื่องจากภาระหนี้สาธารณะที่สูงเกินกว่า 200% ของ GDP ประกอบกับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานโลกให้พุ่งสูงขึ้น ซึ่งญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดและชำระด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นและกดดันค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลงไปอีก
มาตรการตอบโต้จากทางการญี่ปุ่น
ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลางญี่ปุ่นได้พยายามดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างเต็มกำลังเพื่อพยุงค่าเงินเยน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศโดยตรงด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 74,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่งถือเป็นมูลค่าการแทรกแซงรายเดือนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ยังมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนมิถุนายนสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี รวมถึงการใช้มาตรการแทรกแซงด้วยวาจาโดยนางคัสกิ คาตยามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เน้นย้ำความพร้อมในการใช้มาตรการเด็ดขาดทุกเมื่อ พร้อมทั้งส่งสัญญาณให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศเพื่อสร้างความต้องการถือครองเงินเยน
บทวิเคราะห์และแนวโน้มในอนาคต
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์จากบลูมเบิร์กชี้ให้เห็นว่ามาตรการเหล่านี้ส่งผลดีเพียงในระยะสั้นเท่านั้น แม้การแทรกแซงจะช่วยให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นได้ประมาณ 2-5 เยนในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็เป็นการแข็งค่าเพียงชั่วคราว เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงขีดจำกัดของการแทรกแซงตลาดเพียงฝ่ายเดียว ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องพิจารณานำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเข้ามาพยุงเสถียรภาพของตลาดเพิ่มเติม หากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังคงรุนแรงและซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชนเช่นนี้ต่อไป
ที่มา : youtube channel กรุงเทพธุรกิจ
