วิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่: เมื่อ Operational Gap ทำค่าไฟไทยสั่นคลอน
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งหากรัฐบาลไม่มีการบริหารจัดการที่ชัดเจนเพียงพอ เราอาจต้องเผชิญกับภาวะค่าไฟพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนในการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งสถานการณ์นี้มีสาเหตุหลักมาจากการเกิดสิ่งที่เรียกว่า Operational Gap หรือภาวะสุญญากาศในการบริหารจัดการการผลิตปิโตรเลียมจนทำให้ระบบเกิดการสะดุดลง
หากย้อนกลับไปในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 ประเทศไทยเคยประสบกับสถานการณ์นี้มาแล้วที่แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณในอ่าวไทย โดยปัญหาเกิดขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการรายเดิมหมดสัญญาสัมปทานและยุติการลงทุน ในขณะที่ผู้รับสัมปทานรายใหม่ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ทันเวลา ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติ และต้องใช้ระยะเวลาการฟื้นฟูถึง 2 ปีเพื่อให้การผลิตกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ในปัจจุบัน เรากำลังมีความเสี่ยงที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง หากรัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่เด็ดขาดและการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับแหล่งปิโตเลียมหลายแห่งที่กำลังทยอยหมดอายุสัมปทาน ซึ่งรวมถึงทั้งแหล่งก๊าซธรรมชาติและแหล่งน้ำมันดิบที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ การลังเลใจในการตัดสินใจของภาครัฐอาจนำมาซึ่งการหยุดชะงักของการผลิตพลังงานที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
ทำไม Operational Gap ถึงส่งผลต่อค่าไฟและค่าครองชีพ?
หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ผลิตก๊าซได้น้อยลงจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟของเราอย่างไร คำตอบนั้นชัดเจนมาก เพราะก๊าซธรรมชาติคือเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย เมื่อเราผลิตเองได้น้อยลง แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังคงเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น เราจึงจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งการนำเข้าในสภาวะที่โลกมีความผันผวนทางพลังงานสูงนั้นหมายถึงต้นทุนที่แพงขึ้นอย่างมหาศาล และค่าไฟที่สูงขึ้นนี้เองที่เป็นต้นทุนแฝงในทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับอุตสาหกรรมไปจนถึงค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
แม้การนำเข้าพลังงานจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่การพึ่งพาการนำเข้ามากเกินไปในวันที่โลกมีความเสี่ยงด้านพลังงานสูง จะเท่ากับว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียความมั่นคงทางพลังงานไปโดยปริยาย เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าประเทศต้นทางที่ขายน้ำมันหรือก๊าซให้เราจะปรับราคาขึ้นไปถึงระดับไหนในอนาคต หรือแม้กระทั่งการรับประกันว่าเขาจะขายให้เราไปได้นานเท่าไหร่ สิ่งที่ประเทศไทยควรทำจึงไม่ใช่การพึ่งพาการนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการรักษาความสามารถในการผลิตพลังงานด้วยตนเองควบคู่ไปกับการนำเข้า เพื่อสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาปัจจัยภายนอก
ทางออกและข้อเสนอแนะในการจัดการวิกฤตพลังงาน
ทางหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิด Operational Gap คือข้อเสนอของ ดร.คุจิตร นครทัพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PIT) ที่ได้เสนอให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติปิโตรเลียม มาตรา 26 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อปลดล็อกเงื่อนไขสัมปทานเดิมที่สามารถต่ออายุได้เพียงครั้งเดียว เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการในช่วงเวลาที่สถานการณ์มีความเร่งด่วนและกระชั้นชิด
การเปลี่ยนผู้รับสัมปทานรายใหม่ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแหล่งปิโตรเลียมหลายแห่งอยู่ในช่วงปลายของอายุสัมปทานแล้ว การจะให้ผู้รับสัมปทานรายใหม่เข้ามาลงทุนติดตั้งแท่นหลุมผลิตเพิ่มเติมอาจต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งความล่าช้านี้เองที่สร้างความเสี่ยงให้เกิด Operational Gap นอกจากนี้ ปริมาณปิโตรเลียมที่เหลืออยู่จากการขุดเจาะมาอย่างยาวนานอาจไม่ดึงดูดใจผู้ลงทุนรายใหม่ให้เข้ามาเสี่ยงลงทุนด้วยเช่นกัน การปรับปรุงมาตรา 26 จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยสร้างความต่อเนื่องในการผลิตพลังงานของประเทศ
ความมั่นคงทางพลังงานไม่ใช่เรื่องของภาคพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศชาติ การที่พลังงานมีราคาที่เหมาะสมและมีความเสถียรจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนทุกคน การปรับปรุงกฎหมายและการวางแผนการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นจึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจในภาพรวม
สรุปภาพรวมความมั่นคงทางพลังงานของไทย
ความพยายามในการจัดการกับ Operational Gap คือบททดสอบสำคัญของภาครัฐในการพิสูจน์วิสัยทัศน์ด้านพลังงาน หากเราสามารถรักษาแหล่งผลิตพลังงานในประเทศให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่เกิดภาวะสุญญากาศ เราก็จะสามารถควบคุมต้นทุนพลังงานได้ดีขึ้น และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับค่าไฟของประชาชน
ในท้ายที่สุด การเตรียมตัวรับมือกับแหล่งปิโตเลียมที่ทยอยหมดอายุสัมปทานไม่ใช่เรื่องที่สามารถรอเวลาได้อีกต่อไป การตัดสินใจที่เด็ดขาด การปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ และการมองหาทางเลือกที่ยืดหยุ่น จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตพลังงานและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจไว้ได้อย่างยั่งยืน และฉันจะคอยติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาอัปเดตให้ทุกคนได้รับทราบกันต่อไปค่ะ
ที่มา : youtube channel Sai_MoneyMonster
