สถานการณ์แผ่นดินไหวญี่ปุ่นและการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในจังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนแนวรอยเลื่อนที่ยังมีพลังสองแนว คือรอยเลื่อนฟุตากวะและรอยเลื่อนฮินากุ ซึ่งแผ่นดินไหวครั้งนี้มีความรุนแรงอยู่ในระดับ 6.8 ถึง 7.1 ตามมาตรวัดของญี่ปุ่น จุดที่น่าสนใจคือศูนย์กลางแผ่นดินไหวมีความลึกเพียง 10 กิโลเมตรจากผิวดินเท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับตื้นมาก ส่งผลให้พลังงานการสั่นสะเทือนถูกส่งตรงขึ้นสู่พื้นผิวโลกโดยไม่ถูกดูดซับไปกับชั้นหิน ทำให้เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่
สถาบันสารสนเทศภูมิศาสตร์แห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ GSI ได้รายงานผลการตรวจวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกหลังเกิดเหตุ โดยพบการขยับตัวที่ชัดเจนในหลายพื้นที่ จุดที่พบการเคลื่อนตัวมากที่สุดคือสถานีตรวจวัดเซนโจ เมืองยัตสึชิโระ ซึ่งพบว่าผืนดินเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือมากถึง 84 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบการเคลื่อนตัวในสถานีอื่นๆ เช่น สถานีโจนัน เมืองคุมาโมโตะที่เคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ 40 เซนติเมตร และสถานีอิซูมิ เมืองยัตสึชิโระที่เคลื่อนตัวไปทางทิศใต้ 17 เซนติเมตร โดยข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นตัวเลขจากการวิเคราะห์เบื้องต้นที่อาจมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมได้ในอนาคต
มุมมองวิศวกรรม: สาเหตุอาคารถล่มจากการระเบิด
นอกจากแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวแล้ว ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกรณีอาคารอีออนมอลล์ในเมืองคุมาโมโตะที่พังถล่มลงมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างได้วิเคราะห์ว่า การพังทลายดังกล่าวอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากแผ่นดินไหวโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากการระเบิดจากภายในอาคาร โดยสังเกตได้จากลักษณะการถล่มที่เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณชั้น 2 โครงสร้างหลังคาและผนังด้านนอกหลุดออกทั้งหมด รวมถึงโครงเหล็กที่มีลักษณะบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างรุนแรง ซึ่งภาพจากกล้องวิดีโอสนับสนุนข้อสันนิษฐานว่าเกิดแรงระเบิดจากด้านใน
ข้อสันนิษฐานสำคัญคือการรั่วไหลของระบบก๊าซภายในอาคาร เช่น ก๊าซหุงต้ม หากเกิดเหตุการณ์ท่อก๊าซรั่วและระเบิดขึ้นจริง จะถือเป็นบทเรียนสำคัญในการทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว ว่ามีการติดตั้งระบบตัดก๊าซอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เพราะหากอาคารไม่ถล่มจากแรงแผ่นดินไหวโดยตรง แต่เกิดการระเบิดจากระบบก๊าซตามมา ก็อาจนำไปสู่ความสูญเสียชีวิตที่มากกว่าแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้
ผลกระทบต่อพื้นที่และการกู้ภัย
พื้นที่คุมาโมโตะต้องเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต เนื่องจากหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ยังต้องเผชิญกับปัญหาคลื่นความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 32-34 องศาเซลเซียส ท่ามกลางภาวะไฟฟ้าดับและน้ำไม่ไหล ทำให้การปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเกิดขึ้นใกล้เคียงกับจุดที่เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2016 หรือเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเสี่ยงของพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนระบบมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกฟิลิปปินส์และแผ่นยูเรเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนววงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป
ที่มา : youtube channel TNN
