กาแฟกับสุขภาพ: เปิดรายงานสรุปจากการทบทวนวรรณกรรมของ AHA
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ American Heart Association (AHA) ได้เผยแพร่ผลการทบทวนวรรณกรรมวิจัยฉบับสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบของกาแฟต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่คอกาแฟหลายคนให้ความสนใจอย่างยิ่ง โดยรายงานนี้ได้เจาะลึกทั้งในแง่ของประโยชน์และข้อควรระวังเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถปรับพฤติกรรมการดื่มได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
ทำความรู้จักกับสารออกฤทธิ์ในกาแฟ
ในเชิงประวัติศาสตร์ กาแฟถูกใช้เป็นสารกระตุ้นระบบประสาทหรือ Psychoactive stimulant มาอย่างยาวนานนับพันปี สารสำคัญที่เป็นหัวใจหลักคือ คาเฟอีน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอนุพันธ์ของเมทิลแซนทีนและมีคุณสมบัติเป็นอัลคาลอยด์ ทำให้กาแฟมีรสขมที่เป็นเอกลักษณ์ สารนี้มีประสิทธิภาพในการดูดซึมผ่านทางเดินอาหารได้สูงถึง 100% และจะเข้าสู่กระแสเลือดจนถึงระดับสูงสุดภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงหลังจากรับประทาน
ปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มประเภทต่างๆ
จากการสำรวจปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มยอดนิยม (ต่อ 1 ออนซ์ หรือประมาณ 30 ซีซี) พบว่ากาแฟทั่วไปหรือกาแฟชงสดมีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 9.4 ถึง 20.6 มิลลิกรัม หากเทียบเป็นกาแฟแก้วมาตรฐานขนาด 250 ซีซี จะมีคาเฟอีนอยู่ระหว่าง 80 ถึง 160 มิลลิกรัม ในขณะที่เมนูกาแฟนมอย่างลาเต้หรือมอคค่าจะมีปริมาณคาเฟอีนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80 มิลลิกรัมต่อแก้ว ส่วนเครื่องดื่มประเภทชาหรือน้ำอัดลมน้ำดำจะมีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟทั่วไปประมาณ 2 ถึง 6 เท่า
ประโยชน์ต่อสุขภาพ: ลดความเสี่ยงของโรคร้าย
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการดื่มกาแฟในปริมาณปานกลางมีความปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ โดยช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
รายละเอียดเชิงลึกของผลลัพธ์ในด้านต่างๆ
ในด้านความดันโลหิต ผลวิจัยระบุว่ามีความสัมพันธ์เป็นรูปตัว J โดยจุดที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือการดื่มกาแฟประมาณ 3 แก้วต่อวัน หากดื่มมากกว่านี้อาจไม่ส่งผลดีต่อความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ส่วนในด้านโรคเบาหวาน พบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำประมาณ 3.5 ถึง 5 แก้วต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้สูงถึง 20-30% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่ม
ข้อควรระวังสำหรับกลุ่มเปราะบาง
แม้จะมีงานวิจัยสนับสนุนประโยชน์ของกาแฟ แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (AF) ควรระมัดระวัง แม้การดื่มกาแฟอาจช่วยลดอุบัติการณ์ของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วได้ แต่ในผู้ที่มีความไวต่อสารคาเฟอีน (Sensitive) อาจกระตุ้นให้เกิดการเต้นผิดจังหวะในรูปแบบอื่น เช่น PVC (Premature Ventricular Contraction) ได้ นอกจากนี้ หากเลือกดื่มกาแฟที่ไม่ผ่านการกรอง (Unfiltered Coffee) เช่น เฟรนช์เพรส หรือกาแฟตุรกี จะมีสารไดเทอร์ปีนที่อาจส่งผลเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL ได้
ปัจจัยเฉพาะบุคคลและคำแนะนำในการดื่ม
กระบวนการกำจัดคาเฟอีนในร่างกายขึ้นอยู่กับพันธุกรรม โดยเฉพาะเอนไซม์ในตับที่ชื่อว่า Cytochrome P450 1A2 ซึ่งแต่ละคนมีความสามารถในการจัดการคาเฟอีนไม่เท่ากัน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตตัวเองว่าการดื่มกาแฟรบกวนการนอนหลับหรือไม่ นอกจากนี้ หากต้องการได้รับประโยชน์จากกาแฟอย่างแท้จริง ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือครีมเทียมในปริมาณมาก เพราะอาจเปลี่ยนจากเครื่องดื่มสุขภาพให้กลายเป็นโทษต่อร่างกายได้ในที่สุด
ที่มา : youtube channel หมอฟ้า (Blue Zone Thailand)
