ดื่มชาเขียวแล้วเสี่ยงเลือดจางจริงหรือ?
หลายคนมักมีความเชื่อที่ว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำอาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดจาง ซึ่งข้อเท็จจริงนี้มีส่วนถูกแต่ต้องมีเงื่อนไขประกอบ โดยปกติแล้วการดื่มชาเขียวมักจะไม่ทำให้คนทั่วไปมีปัญหาเลือดจางหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อคุณดื่มชาเขียวในระหว่างมื้ออาหาร เนื่องจากในใบชาประกอบด้วยสารแทนนินและสารกลุ่มคาเทชิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร โดยเฉพาะธาตุเหล็กประเภท Non-heme ที่พบมากในพืช ผักใบเขียว ถั่ว และธัญพืชต่างๆ หากดื่มชาพร้อมกับอาหารเหล่านี้ สารในชาอาจเข้าไปบล็อกการดูดซึมธาตุเหล็กได้สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์
ความแตกต่างระหว่างชาเขียวและมัทฉะ
มัทฉะและชาเขียวทั่วไปมาจากต้นชาสายพันธุ์เดียวกัน แต่แตกต่างกันที่กระบวนการผลิต โดยมัทฉะจะถูกคลุมด้วยที่ร่มก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อให้ต้นชาผลิตคลอโรฟิลล์มากขึ้น จากนั้นจะนำไปนึ่งและบดเป็นผง ทำให้การดื่มมัทฉะคือการบริโภคใบชาทั้งใบเข้าไป ซึ่งให้ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 10 เท่า แต่ในขณะเดียวกัน มัทฉะก็มีปริมาณคาเฟอีนที่เข้มข้นกว่ามาก หากชงในสัดส่วน 1 ช้อนชา อาจได้รับคาเฟอีนสูงถึง 70 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าการชงชาแบบใบแห้งที่ได้คาเฟอีนเพียงประมาณ 35-40 มิลลิกรัมต่อแก้วเท่านั้น
ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ดื่มแล้วตาค้างหรือนอนไม่หลับ
คาเฟอีนเป็นสารที่ส่งผลต่อต่อมหมวกไต หากได้รับในปริมาณมากหรือดื่มในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม จะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ผู้ที่ขับคาเฟอีนได้ช้าควรจำกัดการดื่มไว้ไม่เกินช่วงบ่ายโมงหรือบ่ายสองโมง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาขับคาเฟอีนออกก่อนถึงเวลานอน หากใครที่เผลอดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกตื่นตัวมากเกินไป การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเป็นวิธีพื้นฐานที่ดีที่สุด หรือการใช้สารอาหารเสริม เช่น แมกนีเซียม หรือเซซามินจากงาดำ ก็มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลสื่อประสาท ลดระดับความเครียด และช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดการพักผ่อนได้ดีขึ้น
สัญญาณเตือนเมื่อร่างกายแพ้ชาเขียว
แม้การแพ้ชาหรือมัทฉะจะเกิดขึ้นได้น้อย แต่หากดื่มแล้วมีอาการผื่นขึ้นหรือคลื่นไส้อาเจียน อาจมีสาเหตุมาจากสองประเด็นหลัก คือการแพ้สารโปรตีนหรือกรดอะมิโนในชาโดยตรง หรืออาจเกิดจากสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนักที่ตกค้างในดินจากการเพาะปลูกที่ไม่ได้รับมาตรฐาน หากมีอาการดังกล่าวควรหยุดดื่มทันทีและลองเปลี่ยนยี่ห้อหรือหันมาดื่มน้ำเปล่าแทนเพื่อสังเกตอาการ นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากคาเฟอีนและสารโพลีฟีนอลในชาเขียวสามารถกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะและทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย
หลักการดื่มชาเขียวให้ได้ประโยชน์สูงสุด
เพื่อสุขภาพที่ดีที่สุด ควรดื่มชาเขียวในปริมาณที่พอเหมาะ ประมาณ 2-3 แก้วต่อวัน และหลีกเลี่ยงการดื่มพร้อมมื้ออาหารที่มีธาตุเหล็กสูง หากคุณเป็นผู้ที่ขาดธาตุเหล็กหรืออยู่ในช่วงมีประจำเดือน ควรเว้นระยะห่างจากการดื่มชาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังมื้ออาหาร สำหรับเรื่องความเชื่อที่ว่าชาเขียวทำให้เป็นนิ่วในไตนั้น งานวิจัยในปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดและมีแนวโน้มว่าสารในชาเขียวอาจช่วยลดความเสี่ยงได้หากดื่มอย่างถูกต้องและได้รับน้ำเพียงพอ ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการเลือกแหล่งที่มาของชาที่เชื่อถือได้ หลีกเลี่ยงการดื่มแบบเข้มข้นเกินไป และหมั่นสังเกตการตอบสนองของร่างกายตนเองเป็นหลักครับ
ที่มา : youtube channel Zerosick
