ย้อนรอยความหวังของอินเดียสู่มหาอำนาจพลังงานแสงอาทิตย์
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด อินเดียได้ประกาศเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการเป็นศูนย์กลางการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก รัฐบาลอินเดียได้วางโครงสร้างพื้นฐานและออกมาตรการสนับสนุนมากมายเพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตกใจคือการที่โรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์หลายแห่งกลับต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประเด็นที่สวนทางกับความต้องการใช้งานจริงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผมมองว่าสถานการณ์นี้เป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา การมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ หากปราศจากการวางกลยุทธ์ที่รองรับแรงกระแทกจากตลาดโลกและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม นี่คือจุดเริ่มต้นที่เราต้องมาทำความเข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งเชิงนโยบายและการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ครับ
ปัญหาการนำเข้าและสงครามราคาจากตลาดต่างประเทศ
สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ผลิตในอินเดียต้องกระอักเลือดคือการไหลบ่าของแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจากประเทศจีน ซึ่งมีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ามาก เนื่องจากมีการสนับสนุนจากรัฐบาลในทุกระดับตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำไปจนถึงเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ทำให้แผงโซลาร์เซลล์นำเข้ามีราคาถูกจนโรงงานในอินเดียไม่สามารถแข่งขันได้แม้จะมีความพยายามลดต้นทุนอย่างหนักแล้วก็ตาม
ผมเชื่อว่าการเปิดเสรีทางการค้าโดยไม่มีมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศที่เหมาะสมในช่วงแรก คือกับดักที่ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นไม่สามารถตั้งตัวได้ เมื่อสินค้าที่ราคาถูกกว่าเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดไปอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตในประเทศจึงไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะหมุนเวียนในธุรกิจและลงทุนวิจัยพัฒนาต่อยอดได้ครับ
ความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทานและวัตถุดิบต้นน้ำ
นอกเหนือจากเรื่องราคาแล้ว อินเดียยังประสบปัญหาเรื่องการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอนหรือเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุด การที่อินเดียยังไม่มีศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ด้วยตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบเหล่านั้นมาประกอบเป็นแผง ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนแฝงทั้งภาษีศุลกากรและค่าขนส่ง
เมื่อห่วงโซ่อุปทานไม่ครบวงจร ผลกระทบที่ตามมาคือความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาวัตถุดิบในตลาดโลก หากประเทศต้นทางปรับราคาขึ้นหรือมีปัญหาด้านการขนส่ง โรงงานในอินเดียก็จะได้รับผลกระทบในทันที ผมเห็นว่าการจะสร้างความยั่งยืนได้จริง อินเดียต้องเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตระดับต้นน้ำ (Upstream) ให้มากกว่านี้ครับ
นโยบายรัฐบาลกับความขัดแย้งเชิงปฏิบัติ
แม้รัฐบาลอินเดียจะมีความตั้งใจดีในการผลักดันนโยบาย 'Make in India' เพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีช่องว่างที่ทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ยาก หรือโครงการสนับสนุนทางการเงินมีความล่าช้าเกินกว่าที่ธุรกิจจะแบกรับต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ของโรงงานขนาดใหญ่ได้ไหว
การที่ผู้ประกอบการต้องรอเงินอุดหนุนหรือเผชิญกับกฎระเบียบที่ซับซ้อน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงไปอีกขั้น ผมมองว่านี่คือปัญหาของการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ยังไม่สอดประสานกันดีพอ ทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจที่ควรจะเกิดขึ้นกลับกลายเป็นภาระทางการเงินแทนครับ
บทสรุปและอนาคตของพลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดีย
ถึงแม้ในวันนี้เราจะเห็นข่าวการปิดตัวของโรงงาน แต่ผมยังเชื่อว่าตลาดอินเดียยังคงมีศักยภาพมหาศาล ความต้องการพลังงานแสงอาทิตย์จะยังคงเติบโตต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อินเดียก็ยังสามารถกลับมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ได้อีกครั้ง
ความท้าทายในปัจจุบันคือการเปลี่ยนผ่านจากนโยบายเชิงสัญลักษณ์ไปสู่การสนับสนุนที่จับต้องได้จริง การสร้างแต้มต่อให้กับผู้ผลิตในประเทศไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางพลังงานที่อินเดียต้องให้ความสำคัญสูงสุดเพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวครับ
ที่มา : youtube channel Business Standard
