การลงทุนเพื่อลดรายจ่าย: ทางเลือกที่น่าสนใจกว่าการเพิ่มรายได้
หลายคนมักคุ้นเคยกับการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ แต่ในโลกธุรกิจยังมีอีกหนึ่งมิติที่สำคัญมาก นั่นคือการลงทุนเพื่อลดรายจ่าย การลดต้นทุนถือเป็นการเพิ่มกำไรหรือมาร์จิ้นให้กับองค์กรได้อย่างทรงพลังและมีความเสี่ยงต่ำมากเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น หากเราสามารถรักษาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ปลายทางให้เท่าเดิมได้แต่ใช้ต้นทุนที่ลดลง นั่นถือเป็นความสำเร็จทางการเงินที่ยอดเยี่ยม การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านพักอาศัยก็เปรียบเสมือนการลงทุนเพื่อลดรายจ่ายประจำอย่างค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่และต่อเนื่องในทุกๆ เดือน
ทำไมปัจจุบันถึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการติดโซลาร์เซลล์
ในอดีตเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์อาจต้องใช้เวลาคืนทุนนานถึง 20-25 ปี ซึ่งในตอนนั้นการติดตั้งมักเป็นเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรหรือการทำ CSR เท่านั้น แต่เมื่ออุตสาหกรรมการผลิตจากประเทศจีนมีการแข่งขันที่รุนแรงจนเกิดภาวะซัพพลายล้นตลาด ส่งผลให้ราคาแผงโซลาร์เซลล์ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว แม้ในปัจจุบันรัฐบาลจีนจะเริ่มเข้ามาควบคุมปริมาณการผลิตเพื่อไม่ให้เกิดสงครามราคาที่รุนแรงเกินไป แต่ราคาที่ลดลงมานี้ก็ทำให้จุดคุ้มทุนหรือระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้โอกาสในการติดดอยจากการลงทุนในเทคโนโลยีนี้ลดน้อยลงมาก
ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจ: ทิศทางและพื้นที่ติดตั้ง
การติดโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เรื่องของการติดตั้งอย่างไรก็ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิจารณา อันดับแรกคือทิศทางของหลังคา โดยทิศที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการติดตั้งในประเทศไทยคือทิศใต้ เนื่องจากดวงอาทิตย์จะโคจรผ่านซีกใต้ของประเทศไทยเกือบตลอดปี การหันแผงไปทางทิศใต้จะช่วยให้รับแสงได้ยาวนานที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด รองลงมาคือทิศตะวันออกและทิศตะวันตก นอกจากนี้ พื้นที่การติดตั้งต้องไม่มีเงาจากอาคารสูง ต้นไม้ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นมาบดบัง เพราะหากมีเงาบังแม้เพียงบางช่วงเวลา จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของทั้งระบบอย่างมาก
ระบบโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสม: On-Grid หรือ Off-Grid
ในปัจจุบันระบบโซลาร์เซลล์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ On-Grid (ไม่มีแบตเตอรี่) และ Off-Grid (มีแบตเตอรี่) สำหรับระบบ On-Grid จะเป็นการนำไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์มาใช้โดยตรงในตอนกลางวัน ซึ่งเหมาะกับบ้านที่มีคนอยู่และมีการใช้ไฟฟ้าสูงในเวลากลางวัน เช่น การเปิดแอร์ โดยมีระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณอยู่ที่ 4-5 ปี ส่วนระบบ Off-Grid ที่มีการเก็บไฟไว้ในแบตเตอรี่นั้น แม้จะฟังดูดี แต่ต้นทุนของแบตเตอรี่ในปัจจุบันยังคงสูงมาก ส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนยืดออกไปถึง 8-9 ปี จึงยังไม่ถือว่าคุ้มค่าสำหรับการใช้งานทั่วไปในครัวเรือน เว้นแต่ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ
การคำนวณขนาดที่ใช่เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด
การเลือกขนาดของแผงโซลาร์เซลล์ให้แมตช์กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบ้านคือหัวใจสำคัญ หากติดใหญ่เกินความจำเป็นแล้วต้องขายไฟคืนให้รัฐบาลในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่เราซื้อไฟฟ้ามาใช้ (ประมาณ 2.2-2.8 บาทต่อหน่วย เทียบกับราคาซื้อ 3.8-4 บาทต่อหน่วย) จะทำให้ระยะเวลาคืนทุนช้าลงไปอีก ผู้ใช้งานควรเริ่มต้นจากการดูฉลากประหยัดไฟหรือกำลังวัตต์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อคำนวณหาค่าเฉลี่ยการใช้ไฟที่แท้จริงในช่วงกลางวัน แล้วจึงติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งานนั้นๆ
การดูแลรักษาคือเรื่องที่ละเลยไม่ได้
โซลาร์เซลล์ไม่ได้ติดตั้งแล้วจบ แต่ต้องมีการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เช่น การล้างแผงเพื่อกำจัดคราบฝุ่นหรือขี้นกอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง รวมถึงการหมั่นตรวจสอบการทำงานของอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ผ่านแอปพลิเคชันอยู่เสมอ หากอินเวอร์เตอร์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพหรือเกิดความเสียหาย จะทำให้สูญเสียพลังงานที่ควรจะได้ไปอย่างน่าเสียดาย การเลือกผู้ติดตั้งที่มีความเชี่ยวชาญและมีบริการหลังการขายที่ดีจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนนี้คุ้มค่าในระยะยาว
ที่มา : youtube channel Money Buffalo
