ย้อนรอยเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดของชายฝั่งตะวันออก
เมื่อเราพูดถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา หลายคนอาจนึกถึงรอยเลื่อนซานแอนเดรียสในแคลิฟอร์เนีย แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า ในคืนฤดูร้อนวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1886 เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา ได้เผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของภาคตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทิ้งร่องรอยไว้จนถึงปัจจุบัน
ผมขอพาคุณย้อนเวลากลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1880 ชาร์ลสตันในเวลานั้นเปรียบเสมือนอัญมณีของภาคใต้ เป็นเมืองท่าที่มีชีวิตชีวาและมีความมั่งคั่งสูง แต่ภายใต้ความสง่างามของถนนที่ปูด้วยหินกรวดและอาคารสถาปัตยกรรมสไตล์แอนเทเบลลัม กลับซ่อนเร้นความเปราะบางทางธรณีวิทยาที่ไม่มีใครคาดคิด
เมืองชาร์ลสตันตั้งอยู่บนชั้นตะกอนที่อ่อนนุ่มและร่วน ซึ่งเกิดจากการสะสมของดินในพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่ชายฝั่งทะเลมานานหลายศตวรรษ ในทางวิศวกรรม ดินประเภทนี้จัดอยู่ในกลุ่มดินที่สามารถเกิดการเหลวตัวได้ง่าย (Liquefaction) เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน ดินจะสูญเสียความสามารถในการยึดเกาะและสั่นไหวราวกับเยลลี่ ซึ่งเป็นกับดักทางธรรมชาติที่รอวันปะทุ
นาทีวิปโยค: คืนที่พื้นดินแยกออกจากกัน
ในเวลา 21:51 น. ของวันที่ 31 สิงหาคม 1886 ขณะที่ชาวเมืองกำลังพักผ่อนอย่างเงียบสงบ เสียงคำรามดั่งรถไฟบรรทุกสินค้าพันขบวนก็ดังขึ้นพร้อมกับการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง นี่ไม่ใช่แผ่นดินไหวธรรมดา แต่มันคือเหตุการณ์ที่ทำให้อาคารอิฐที่เคยตั้งตระหง่านพังทลายลงในชั่วพริบตา ปล่องไฟนับร้อยหักโค่นลงมาบนท้องถนน และผู้คนต้องหนีตายออกมาจากบ้านเรือนท่ามกลางความมืดมิด
นักแผ่นดินไหววิทยาสมัยใหม่ประเมินว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความรุนแรงระหว่าง 7.0 ถึง 7.3 ตามมาตราริกเตอร์ แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงจนสามารถรับรู้ได้ไกลถึงนครนิวยอร์ก ชิคาโก และไกลไปถึงประเทศคิวบา รวมถึงแม่น้ำมิสซิสซิปปี ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงพลังทำลายล้างที่แผ่ขยายไปทั่วทวีป
ความโกลาหลที่เกิดขึ้นหลังการสั่นสะเทือนนั้นเกินกว่าจะบรรยายได้ ท่อส่งก๊าซแตกจนเกิดไฟไหม้ทั่วเมือง ศพของผู้เสียชีวิตถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และผู้บาดเจ็บจำนวนมากต้องได้รับการผ่าตัดริมถนนโดยใช้แสงจากตะเกียง เนื่องจากโรงพยาบาลหลักของเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก ชาวเมืองนับพันคนต้องหนีออกไปนอนกลางแจ้งที่สวนสาธารณะและลานกว้างเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ด้วยความหวาดกลัวต่ออาฟเตอร์ช็อกที่จะตามมา
บทเรียนและการฟื้นฟู: สลักแผ่นดินไหวที่เป็นมากกว่างานศิลปะ
การสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขผู้เสียชีวิต 102 ราย หรือบ้านเรือนกว่า 6,900 หลังที่พังเสียหาย แต่เป็นบาดแผลทางจิตใจของคนทั้งเมืองที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากสงครามกลางเมืองได้เพียงไม่กี่ปี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าประทับใจคือความมุ่งมั่นของชาวเมืองในการสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาจากซากปรักหักพัง
เพื่อรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้าง วิศวกรในยุคนั้นได้คิดค้นนวัตกรรมที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการใช้แท่งเหล็กสลักยึดผนังอาคารที่แตกแยกให้กลับมามั่นคง โดยที่ด้านนอกของตัวอาคารจะถูกปิดด้วยแหวนเหล็กรูปทรงต่างๆ เช่น รูปดาว พระจันทร์เสี้ยว หรือเลขแปด ซึ่งคนท้องถิ่นเรียกว่า สลักแผ่นดินไหว (Earthquake Bolts) สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่งที่สวยงาม แต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงหายนะที่เมืองนี้เคยเผชิญ
องค์กรอย่างสภากาชาดอเมริกันได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบรรเทาทุกข์ครั้งใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สภากาชาดกลายเป็นสถาบันรับมือภัยพิบัติระดับชาติของสหรัฐอเมริกาจนถึงทุกวันนี้
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ: จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกหรือไม่?
นักธรณีวิทยาได้ระบุว่าจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนั้นไม่ได้อยู่ใต้ตัวเมืองชาร์ลสตันโดยตรง แต่มาจากพื้นที่ซัมเมอร์วิลล์ ซึ่งตั้งอยู่เหนือระบบรอยเลื่อนชายฝั่งตะวันออก (Eastern Coastal Fault System) ซึ่งเป็นเครือข่ายรอยเลื่อนโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวและยังคงเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบมาตลอด 140 ปี
คำถามที่ทุกคนในชาร์ลสตันมักเลี่ยงที่จะถามคือ มันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่? ข้อมูลจาก USGS ยืนยันชัดเจนว่า ภูมิภาคชาร์ลสตันยังคงมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวสูงที่สุดในชายฝั่งตะวันออกทั้งหมด โดยมีความน่าจะเป็นประมาณ 10% ถึง 20% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6 ริกเตอร์ขึ้นไปภายใน 50 ปีข้างหน้า
แม้ว่าปัจจุบันชาร์ลสตันจะมีกฎหมายควบคุมการก่อสร้างที่เข้มงวดและมีแผนรับมือภัยพิบัติที่ทันสมัย แต่นักธรณีวิทยาก็ยังคงเฝ้าติดตามกิจกรรมขนาดเล็กที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ซัมเมอร์วิลล์และชาร์ลสตัน พื้นดินใต้เท้าของเราไม่เคยหยุดนิ่งอย่างที่ใจเราคิด และประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้บนกำแพงเมืองก็คือคำเตือนที่เงียบเชียบที่สุดว่า ธรรมชาติอาจกลับมาสั่นสะเทือนโลกใบนี้ได้อีกครั้งในชั่วชีวิตของเรา
ที่มา : youtube channel South Carolina Secrets
