สถานการณ์ที่น่ากังวลของธุรกิจที่พักขนาดเล็กในไทย
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีมูลค่ามหาศาลกว่า 400,000 ล้านบาท แต่เมื่อเราเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างของโรงแรมกว่า 12,000 แห่งทั่วประเทศ กลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า รายได้กว่า 85% กระจุกตัวอยู่กับโรงแรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนในตลาดไม่ถึง 10% เท่านั้น ในขณะที่ธุรกิจโฮสเทลและที่พักขนาดเล็กกลับเผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างเห็นได้ชัด โดยหลังวิกฤตโควิด-19 โรงแรมขนาดใหญ่สามารถเติบโตได้ถึง 16% แต่ที่พักขนาดเล็กกลับเติบโตได้เพียง 1.3% เท่านั้น
ปัญหาจากกฎหมายและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการที่พักขนาดเล็กไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ คือข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติโรงแรมที่ยังไม่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนอาคารพาณิชย์เก่ามาเป็นที่พัก ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของตึก แต่เป็นการเช่าและนำมาปรับปรุง ซึ่งมักติดปัญหาเรื่องมาตรฐานโครงสร้าง เช่น ความกว้างของบันไดที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่ ทำให้ไม่สามารถขออนุญาตให้ถูกต้องได้ ส่งผลให้อาคารหลายแห่งกลายเป็นอาคารร้าง ทั้งที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล
กับดักของคำนิยามและการกำกับดูแล
ปัญหาถัดมาคือเรื่องประเภทของที่พัก ตามกฎหมายปัจจุบันมีการแบ่งประเภทที่ชัดเจนเกินไป เช่น ที่พักที่ไม่ใช่โรงแรมต้องมีไม่เกิน 8 ห้องและรองรับผู้เข้าพักไม่เกิน 30 คน แถมยังมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงต้นทุนการดำเนินงาน เช่น ค่าเช่าและค่าแรงที่สูงขึ้น ทำให้ที่พักขนาดเล็กไม่สามารถทำกำไรได้หากถูกจำกัดจำนวนห้องไว้เพียงแค่นี้ นอกจากนี้ การไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องยังทำให้ผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนหรือการช่วยเหลือจากภาครัฐในช่วงวิกฤตอีกด้วย
ความสำคัญของที่พักขนาดเล็กต่อเศรษฐกิจชุมชน
การมีอยู่ของโฮสเทลหรือเกสต์เฮาส์ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เป็นที่ซุกหัวนอน แต่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างแท้จริง เพราะนักท่องเที่ยวที่มาพักมักจะใช้จ่ายในร้านค้า ร้านอาหาร ร้านซักรีด และบริการทัวร์ท้องถิ่น การเกิดขึ้นของที่พักหนึ่งแห่งจึงส่งผลให้เกิดธุรกิจอื่นๆ ตามมาในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายรายได้สู่รากหญ้า
ทิศทางในอนาคตและการปรับตัวของภาคธุรกิจ
ในปัจจุบันเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อภาครัฐเริ่มรับรู้ปัญหาและมีการยื่นร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่เข้าสู่สภา เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องจำนวนห้องพักและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น ในด้านของผู้ประกอบการเอง การปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์การท่องเที่ยว เช่น การรองรับ Digital Nomad ที่ต้องการพื้นที่ทำงานส่วนกลางและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือการเน้นประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Green Hotel) จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความแตกต่างและดึงดูดลูกค้าท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น
คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการท่ามกลางวิกฤต
ในสถานการณ์ที่ปัจจัยภายนอก เช่น ราคาตั๋วเครื่องบินหรือภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ผู้บรรยายแนะนำว่าผู้ประกอบการควรหันมาโฟกัสกับการบริหารจัดการต้นทุนที่ตนเองควบคุมได้ และการพัฒนาเอกลักษณ์ของที่พักให้โดดเด่น การรวมกลุ่มกันผ่านสมาคมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ที่พักขนาดเล็กสามารถประคองตัวและเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในระยะยาวได้
ที่มา : youtube channel ลงทุนแมน
