จุดเริ่มต้นจากสลัมสู่เส้นทางวิทยาศาสตร์ที่โลกไม่ลืม
ในลอนดอนศตวรรษที่ 19 ที่ความยากจนข้นแค้นเป็นเรื่องปกติ ชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งที่เติบโตมาในครอบครัวยากจนทางตอนใต้ของแม่น้ำเทมส์ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ ไมเคิล ฟาราเดย์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1791 ในครอบครัวช่างเหล็ก เขาต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นอย่างหนักในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม การอพยพของผู้คนเข้าสู่เมืองหลวงนำมาซึ่งความแออัดและสุขอนามัยที่เลวร้ายจนน่าตกใจ
ในวัยเด็ก ฟาราเดย์มีชีวิตที่ยากลำบากจนแทบไม่มีอาหารประทังชีวิต เขาเคยเล่าว่าได้รับขนมปังเพียงหนึ่งก้อนเพื่อกินให้ครบทั้งสัปดาห์ การศึกษาขั้นพื้นฐานของเขานั้นจำกัดมาก เขาได้เรียนรู้เพียงการอ่านเขียนจากการเข้าโรงเรียนวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะทางจิตวิญญาณจากครอบครัวที่นับถือคริสต์นิกายเล็กๆ แห่งหนึ่ง
จากเด็กส่งหนังสือสู่ความกระหายในความรู้
เมื่อขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา ฟาราเดย์จึงชดเชยด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่มีวันสิ้นสุด ในวัย 13 ปี เขาเริ่มงานเป็นเด็กฝึกหัดในร้านเย็บเล่มหนังสือ งานที่ดูเหมือนน่าเบื่อหน่ายนี้กลับเป็นโอกาสทองเพียงอย่างเดียวที่เขาจะได้รับ เพราะมันทำให้เขาได้อ่านทุกเล่มที่เขาสามารถหยิบฉวยมาได้
ยิ่งอ่านเขายิ่งเข้าใจว่าตัวเองขาดอะไรไป เขาเริ่มฝึกฝนการพูดและขอให้เพื่อนๆ ช่วยแก้ไขคำผิดให้เสมอ หนังสือเล่มโปรดของเขาเน้นย้ำเรื่องการคิดเชิงวิพากษ์และการสังเกต ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมให้ฟาราเดย์กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้การสังเกตอย่างละเอียดอ่อนในการทดลองที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
แรงบันดาลใจจากไฟฟ้าและการก้าวเข้าสู่ Royal Institution
ในยุคนั้น ข่าวคราวการค้นพบเซลล์ไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ของ อเลสซานโดร โวลตา ในอิตาลีได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการวิทยาศาสตร์ จากเดิมที่ไฟฟ้าเป็นเพียงประจุที่เก็บในขวดแก้วแล้วปล่อยออกมาในคราวเดียว แนวคิดเรื่องกระแสไฟฟ้าที่ไหลต่อเนื่องได้จุดไฟในใจฟาราเดย์ให้เลือกเดินบนเส้นทางสายวิทยาศาสตร์อย่างเต็มตัว
โอกาสมาถึงเมื่อเขาได้รับบัตรเข้าฟังการบรรยายของ เซอร์ ฮัมฟรีย์ เดวี ที่สถาบันรอยัล (Royal Institution) โดยลูกค้าจากร้านหนังสือที่เขาทำงานเป็นผู้นำมาให้ เขาบันทึกทุกคำพูดอย่างตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะได้ทำงานที่นั่น แม้ในช่วงแรกเขาจะเคยถูกปฏิเสธอย่างเย็นชาจากราชสมาคมจนเกือบถอดใจ แต่โชคชะตาก็เข้าข้างเมื่อเขาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยในห้องแล็บ หลังจากเดวีประสบอุบัติเหตุจากการทดลอง
การผจญภัยในโลกวิทยาศาสตร์และการค้นพบเบนซีน
การทำงานให้เดวีเปิดโลกให้ฟาราเดย์ได้เดินทางไปทั่วยุโรปและพบปะกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำมากมาย จากเด็กชายที่ไม่เคยออกนอกลอนดอน เขากลายเป็นนักเคมีผู้เชี่ยวชาญ เขาทำการวิเคราะห์ก๊าซจากไข่ที่เน่าเสีย หาวิธีถนอมอาหารสำหรับทหารเรือ และเป็นผู้ค้นพบสารประกอบเบนซีน ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งสำหรับคนที่เริ่มต้นจากการเป็นคนล้างขวดในห้องแล็บ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการค้นพบว่ากระแสไฟฟ้าสามารถสร้างสนามแม่เหล็กได้โดย ฮันส์ คริสเตียน เออร์สเตด และการอธิบายด้วยสมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนของ อองเดร-มารี อัมแปร์ ฟาราเดย์กลับพบว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องแปลกประหลาดราวกับอ่านภาษาจีน เพราะเขาไม่มีพื้นฐานคณิตศาสตร์เลย แต่ความอ่อนด้อยทางคณิตศาสตร์กลับกลายเป็นพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่
กำเนิดมอเตอร์ไฟฟ้าและการเปลี่ยนโลก
เนื่องจากไม่สามารถพึ่งพาสมการคณิตศาสตร์ได้ ฟาราเดย์จึงต้องพึ่งพาสัญชาตญาณและการทดลองจริง เขาออกแบบการทดลองที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน โดยนำแม่เหล็กใส่ไว้ในถ้วยที่มีสารนำไฟฟ้า และใช้กระแสไฟฟ้าผ่านลวดเพื่อให้เกิดการหมุน ซึ่งเป็นการสร้างมอเตอร์ไฟฟ้าตัวแรกของโลก
ในปัจจุบัน มอเตอร์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนรถยนต์เทสลาหรืออุปกรณ์ต่างๆ ล้วนเป็นผลพวงจากหลักการที่ฟาราเดย์ค้นพบ เขาสามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นพลังงานกลได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้เขาจะบันทึกถึงความสำเร็จนี้ในบันทึกส่วนตัวอย่างถ่อมตัวว่า เป็นสิ่งที่น่าพอใจมาก แต่ควรทำเครื่องมือให้ดีขึ้นกว่านี้เสียหน่อย
การค้นพบการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า
สิบปีผ่านไป หลังจากค้นพบว่าไฟฟ้าสร้างแม่เหล็กได้ เขาก็ตั้งคำถามว่าแม่เหล็กจะสร้างไฟฟ้าได้หรือไม่ หลังจากความพยายามของคนจำนวนมากที่ล้มเหลว ฟาราเดย์พบว่ากุญแจสำคัญคือการเคลื่อนที่ของสนามแม่เหล็ก การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กในขดลวดจะก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นหลักการของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้
ลองนึกถึงเขื่อนน้ำตกไนแอการาที่ให้น้ำหมุนกังหันเพื่อปั่นแม่เหล็กให้เคลื่อนที่ผ่านขดลวดจนเกิดกระแสไฟฟ้าส่งเข้าบ้านเรือน สิ่งเหล่านี้คือมรดกของฟาราเดย์ แม้เขาจะไม่มีความรู้เรื่องสมการ แต่ เจมส์ เคลิร์ก แมกซ์เวลล์ ก็เป็นผู้ที่นำผลงานของเขามาแปลงเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ที่สวยงาม ซึ่งอธิบายปรากฏการณ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดในจักรวาลนี้
ชีวิตส่วนตัวและความเชื่ออันมั่นคง
นอกเหนือจากความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ ฟาราเดย์เป็นคนที่มีความถ่อมตัวสูง เขาปฏิเสธการได้รับบรรดาศักดิ์อัศวิน เพราะอยากเป็นเพียง มิสเตอร์ฟาราเดย์ ไปจนวันตาย เขาใช้ชีวิตคู่ที่เรียบง่ายและอบอุ่นกับ ซาร่าห์ ภรรยาของเขา ซึ่งคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ความศรัทธาในพระเจ้าทำให้เขามองว่าธรรมชาติคืองานศิลปะของพระเจ้า และการศึกษาธรรมชาติคือการศึกษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในช่วงท้ายของชีวิต แม้ความสามารถทางสติปัญญาจะถดถอยลงตามวัย แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานเป็นที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ให้กับหน่วยงานดูแลความปลอดภัยทางทะเล โดยลงไปทดสอบแสงไฟในประภาคารด้วยตัวเองแม้จะอายุ 70 ปีแล้วก็ตาม
มรดกที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง
ไมเคิล ฟาราเดย์ เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1867 ด้วยวัย 75 ปี หลุมศพของเขาเรียบง่ายไม่ต่างจากชีวิตที่ผ่านมา แต่ชื่อของเขากลายเป็นอมตะในฐานะบิดาแห่งยุคไฟฟ้า แม้หลายคนจะมองว่าเขามีข้อจำกัดด้านคณิตศาสตร์ แต่นั่นกลับพิสูจน์ให้เห็นว่า การมีสัญชาตญาณและการสังเกตที่เฉียบคม บวกกับความพยายามอย่างไม่หยุดยั้ง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้มากกว่าการมีเพียงแค่ทฤษฎีในตำรา
เรื่องราวของเขาเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่ว่าใครจะมีอุปสรรคในเรื่องใด หากมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะเหมือนที่ฟาราเดย์ทำ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ขวางกั้นความสำเร็จได้ วันนี้เรามีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้การเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์และตรรกะเป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงง่ายเหมือนที่เคยเป็นมา
ที่มา : youtube channel Newsthink
