ก้าวสำคัญของ Toyota กับเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอนาคต
วงการยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกกำลังจับตามองไปที่การพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid State อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ Toyota ที่ประกาศแผนเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2020 แม้จะมีการปรับเปลี่ยนไทม์ไลน์จากเดิมที่เคยวางไว้ในปี 2023 หรือ 2026 มาเป็นเป้าหมายล่าสุดในช่วงปี 2027 ถึง 2028 คำถามที่สำคัญคือ ครั้งนี้เราจะได้เห็นของจริงหรือจะเป็นเพียงการเลื่อนแผนออกไปอีกครั้ง?
สำหรับเทคโนโลยี Solid State ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของหลายค่ายรถยนต์ที่ต้องการเป็นผู้นำตลาด แต่ในขณะนี้ยังไม่มีค่ายใดที่สามารถผลิตออกมาจำหน่ายจริงในรูปแบบเต็มตัวได้ Toyota เองได้วางกลยุทธ์ไว้อย่างชัดเจน โดยในเจเนอเรชันแรกตั้งเป้าว่าจะสามารถขับขี่ได้ไกลถึง 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมรองรับการชาร์จเร็วจาก 10-80% ในเวลาเพียง 10 นาที และในเจเนอเรชันที่ 2 คาดว่าจะสามารถเพิ่มระยะทางได้ถึง 1,200 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ความคืบหน้าและอุปสรรคทางวิศวกรรม
ความคืบหน้าล่าสุดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นได้อนุมัติแผนการผลิตของ Toyota อย่างเป็นทางการแล้ว นอกจากนี้ยังมีการจับมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง Idemitsu Kosan เพื่อร่วมกันพัฒนาอิเล็กโทรไลต์แบบของแข็ง โดยมีการเริ่มก่อสร้างโรงงานนำร่องขนาดใหญ่หลังจากที่โรงงานสาธิตขนาดเล็กประสบความสำเร็จไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของ Toyota ก็ยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้อาจจะเริ่มต้นใช้ในรถยนต์รุ่นเรือธงที่มีราคาสูงก่อน ซึ่งหมายความว่ากลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะยังไม่ได้สัมผัสในระยะแรก
โจทย์ใหญ่ที่ยังไม่มีใครแก้ได้สำเร็จคือเรื่องความทนทานต่อการแตกหักของชั้นอิเล็กโทรไลต์ เนื่องจากสภาพการใช้งานจริงบนถนนมีความสั่นสะเทือนและแรงกระแทกตลอดเวลา นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตยังเป็นกำแพงสูงเสียดฟ้า โดยคาดว่าช่วงแรกจะมีต้นทุนสูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปถึง 3-5 เท่า ทางด้านประธาน CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลกยังเคยให้ความเห็นไว้ว่า เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระดับ 4 จากสเกล 9 ซึ่งหมายความว่าเราเพิ่งเดินทางมาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น
การแข่งขันระดับโลกจากคู่แข่งรายสำคัญ
ในฝั่งของ Nissan มีการเปิดสายการผลิตนำร่องไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 โดยตั้งเป้าต้นทุนที่น่าสนใจมากคือประมาณ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะที่ Honda ก็ได้ร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพอย่าง QuantumScape เพื่อเร่งการวิจัยและพัฒนาเช่นกัน ทางด้านฝั่งจีนอย่าง SAIC Motor ก็เริ่มมีการใช้งานแบตเตอรี่กึ่งแข็ง (Semi-Solid State) ในรุ่น MG4 ไปบ้างแล้ว เพื่อเป็นการวางรากฐานก่อนที่เทคโนโลยีเต็มรูปแบบจะมาถึง
สรุปได้ว่าการแข่งขันในครั้งนี้ไม่ใช่การวิ่งคนเดียวของ Toyota แต่เป็นการวิ่งมาราธอนที่ทุกค่ายต้องเจอกับกำแพงทางวิศวกรรมเดียวกัน ใครจะเป็นผู้ที่เข้าเส้นชัยได้ก่อนในปี 2027 หรือ 2028 ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะในโลกของนวัตกรรมยานยนต์ ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อทั้งอุตสาหกรรมได้ในทันที
ที่มา : youtube channel Car Raver
