การพลิกโฉมกลยุทธ์การลงทุนของ Berkshire Hathaway
ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 บริษัท Berkshire Hathaway ของนักลงทุนระดับตำนานอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้สร้างความฮือฮาให้กับตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง ด้วยการรายงานผลประกอบการที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการปรับกลยุทธ์จากการเป็นผู้ขายสุทธิติดต่อกันนานถึง 14 ไตรมาส มาเป็นการทุ่มเงินลงทุนมหาศาลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและกิจกรรมการซื้อหุ้นคืน ส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มมากขึ้นในยุคการบริหารที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากธุรกิจหลัก
บริษัทรายงานกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 12,980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากธุรกิจการผลิต การบริการ และการค้าปลีกที่ทำกำไรเพิ่มขึ้นถึง 24% ในขณะที่ธุรกิจพลังงานอย่าง Berkshire Hathaway Energy ก็รายงานกำไรเพิ่มขึ้นถึง 27% สำหรับธุรกิจรถไฟ BNSF นั้น แม้จะมีการเติบโตที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงสร้างกำไรเพิ่มขึ้นได้ 6% อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันภัยยังคงเป็นจุดที่น่ากังวล เนื่องจากกำไรจากการรับประกันภัยลดลง 13% และรายได้จากการลงทุนในกลุ่มประกันภัยลดลง 9%
การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์: จากเงินสดสู่การลงทุน
ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือการที่บริษัทเริ่มนำเงินสดมหาศาลกลับมาใช้ในตลาดทุน โดยในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นช่วง 3 เดือนแรกที่คุณเกร็ก เอเบล เข้ามารับตำแหน่ง CEO ต่อจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ ทางบริษัทได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนเป็นมูลค่าสูงถึง 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น Berkshire Hathaway ยังกลับมาเป็นผู้ซื้อหุ้นสุทธิในตลาดเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ด้วยการกวาดซื้อหุ้นเพิ่มรวมมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเปลี่ยนแปลงทิศทางในครั้งนี้ถือว่ามีนัยยะสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการส่งไม้ต่อจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้ซึ่งสั่งสมเงินสดจำนวนมหาศาลไว้จากแนวทางการลงทุนที่ระมัดระวังและอดทนมาโดยตลอด ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนมิถุนายนระบุว่า บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 365,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 397,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าบริษัทได้เริ่มปรับสัดส่วนการถือครองเงินสดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นคืน การลงทุนในหุ้นรายตัว หรือแม้แต่การเข้าซื้อกิจการใหม่ๆ ในอนาคต
ที่มา : youtube channel TNN
