กับดักที่มองไม่เห็น: ทำไมความขยันจึงไม่การันตีความมั่งคั่งอีกต่อไป
ในยุคปัจจุบัน เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมๆ กัน นั่นคือคนทำงานรุ่นใหม่ที่เรียนจบสูงขึ้น มีทักษะหลากหลายภาษา และเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากกว่าคนรุ่นก่อน แต่กลับพบว่าชีวิตของพวกเขายากลำบากกว่ารุ่นพ่อแม่หลายเท่าตัว ในอดีตการทำงานในบริษัทเดียวเป็นเวลา 20-30 ปี มักจะมาพร้อมกับความมั่นคง การมีบ้าน และการสร้างครอบครัว แต่สำหรับคนวัย 30 ในปัจจุบัน การมีบ้านหรือการมีลูกได้กลายเป็นเรื่องไกลตัว การทำงานประจำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพอีกต่อไป ทำให้เราเห็นภาพของคนรุ่นใหม่ที่ต้องทำอาชีพเสริม ทั้งการขายของออนไลน์ ทำ Affiliate ขับรถรับจ้าง หรือรับงานฟรีแลนซ์ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการอยู่รอด
ผมมองว่านี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากรวยเร็ว แต่เป็นเพราะระบบเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้นทุนการใช้ชีวิตสูงขึ้น การแข่งขันรุนแรงขึ้น และที่สำคัญคือรายได้ที่โตไม่ทันกับค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาทรัพย์สินอย่างบ้านและคอนโดมิเนียม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งของชนชั้นกลางในอดีต ข้อมูลจาก OECD ชี้ให้เห็นว่าราคาบ้านในหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นกว่า 40% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ค่าแรงกลับเติบโตในอัตราที่ช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด
วิกฤตที่อยู่อาศัย: เมื่อบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่ แต่เป็นสินทรัพย์เก็งกำไร
ปัญหาบ้านแพงไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากนโยบายทางการเงินหลังวิกฤตปี 2008 และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ธนาคารกลางทั่วโลกใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เงินมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนเปลี่ยนมุมมองต่อบ้านจากที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร ประกอบกับปัญหาซัพพลายไม่พอ ทั้งจากข้อจำกัดด้านผังเมืองและต้นทุนวัสดุที่พุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้บีบให้คนรุ่นใหม่ต้องเช่าบ้านนานขึ้น ซึ่งเมื่อความต้องการเช่าสูงขึ้น ค่าเช่าก็แพงขึ้นตามไปอีก กลายเป็นวงจรที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเก็บเงินดาวน์บ้านได้เสียที
การที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงบ้านได้ยากขึ้น ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องไม่มีที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่มันหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการสร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่คนรุ่นก่อนใช้สร้างความมั่งคั่งมาโดยตลอด
การเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงาน: ยุคแห่งความเปราะบาง
ไม่เพียงแต่เรื่องที่พักอาศัย โลกการทำงานก็เปลี่ยนไปอย่างมากเช่นกัน บริษัทต่างๆ กำลังหันไปใช้แรงงานแบบ Gig Economy มากขึ้น ทั้งการจ้างงานแบบฟรีแลนซ์ สัญญาจ้างชั่วคราว หรือการใช้ Outsource เพื่อลดต้นทุน แรงงานในกลุ่มนี้มักไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันรายได้ และไม่มีเงินบำเหน็จบำนาญ ทำให้ความยืดหยุ่นที่แลกมาด้วยความอิสระ กลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่รุนแรง หากคนรุ่นใหม่ขาดความเข้าใจด้านการวางแผนการเงินที่ดี แม้จะมีรายได้ก้อนโตในบางช่วง ก็อาจจะเปราะบางต่อวิกฤตเศรษฐกิจได้ง่าย
อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความรู้สึกนี้คือโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้เราเกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับคนทั้งโลก การเห็นภาพไลฟ์สไตล์หรูหราของคนอายุน้อยผ่านหน้าฟีดตลอดเวลา ทำให้เกิดภาวะ Upward Comparison ที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตและความรู้สึกด้อยค่าในตนเอง ทั้งที่ภาพเหล่านั้นอาจเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตหรือถูกสร้างขึ้นเพื่อคอนเทนต์เท่านั้น
ทางออกเชิงโครงสร้าง: การปรับตัวของภาครัฐและเศรษฐกิจ
การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาระดับโครงสร้าง หลายประเทศจึงเริ่มนำเสนอนโยบายใหม่ๆ เช่น สิงคโปร์ที่มีการจัดตั้ง HDB เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบ้านได้ในราคาที่จับต้องได้ ควบคู่ไปกับระบบกองทุนออมเงินภาคบังคับอย่าง CPF ที่ช่วยสร้างเสาหลักทางการเงินตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ในขณะที่เดนมาร์กใช้แนวคิด Flexicurity ที่เน้นการดูแลแรงงานในช่วงเปลี่ยนผ่านงานและการฝึกทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI
สำหรับประเทศไทย นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านเสนอแนะว่า รัฐบาลควรพิจารณาเรื่องการปรับสวัสดิการให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับแรงงานยุคใหม่ รวมถึงการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Productivity) ผ่านการปฏิรูปการศึกษาและอัปสกิล เพื่อให้แรงงานไทยสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลดต้นทุนชีวิตในเมือง เช่น ค่าเดินทางและค่าที่อยู่อาศัย รวมถึงการสร้างสวัสดิการที่มุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสตั้งตัวได้เร็วขึ้นและมีความมั่นคงในระยะยาว
สรุปแล้ว หากเราปล่อยให้คนรุ่นใหม่รู้สึกหมดหวังกับอนาคต ไม่กล้าสร้างครอบครัว และไม่มีโอกาสสะสมทรัพย์สิน ปัญหานี้จะย้อนกลับมาทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวม การทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตที่มั่นคง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสวัสดิการ แต่คือความอยู่รอดของประเทศในระยะยาวนั่นเองครับ
ที่มา : youtube channel ฐานเศรษฐกิจ
