รากฐานแห่งอารยธรรม: จากยุคเริ่มต้นสู่การประกาศศาสนา
เมื่อเราย้อนกลับไปมองแผนที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง แทบทุกพื้นที่ล้วนมีรากฐานเชื่อมโยงกับอารยธรรมอิสลามอย่างลึกซึ้ง ยกเว้นเพียงประเทศเดียวคืออิสราเอลที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 1948 ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเริ่มต้นขึ้นในปี 610 หรือศตวรรษที่ 7 เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดได้ประกาศศาสนาอิสลาม ซึ่งในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญกับยุคมืดหรือยุคสมัยกลาง อารยธรรมอิสลามกลับมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุด เป็นศูนย์กลางของความรู้และวิทยาการที่เหนือกว่าฝั่งตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากที่ท่านนบีมุฮัมมัดสิ้นพระชนม์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 7 อิสลามได้เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงหลากหลายเผ่าพันธุ์ที่ต่อสู้กันเองในคาบสมุทรอาระเบีย ศาสนาอิสลามซึ่งแปลว่า 'สันติภาพ' ได้กลายเป็นจุดศูนย์รวมที่หลอมรวมทุกเผ่าพันธุ์ให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้รูปแบบการปกครองที่เรียกว่า 'คอลีฟะห์' (Caliphate) หรือรัฐอิสลามที่มีผู้ปกครองสูงสุดเป็นกาลิบ
การขยายตัวของรัฐอิสลามไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่มักกะห์และมาดีนะห์ แต่ได้แผ่ขยายอิทธิพลขึ้นเหนือไปจรดแบกแดดและดามาสกัส รวมถึงพื้นที่เปอร์เซียที่เดิมนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ ก่อนจะข้ามทวีปไปยังแอฟริกาเหนือและคาบสมุทรไอบีเรีย หรือสเปนตอนใต้ ซึ่งส่งผลให้อารยธรรมและสถาปัตยกรรมในแถบนั้นมีกลิ่นอายของอิสลามอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังอัลฮัมบรา หรือแม้แต่โครงสร้างภาษาและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
ยุคทองของอิสลาม: กำเนิดวิทยาการที่เปลี่ยนโลก
ยุคสมัยภายใต้ราชวงศ์อับบาซียะห์ถือเป็น 'ยุคทองของอิสลาม' อย่างแท้จริง หลายคนอาจไม่ทราบว่ารากฐานคณิตศาสตร์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ได้มาจากยุโรป แต่มาจากนักปราชญ์ชาวมุสลิม โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ 'บ้านแห่งปัญญา' หรือ ไบตอัลฮิกมะห์ (House of Wisdom) ในกรุงแบกแดด ซึ่งทำหน้าที่เหมือน Royal Academy ของโลกมุสลิมในยุคนั้น
วิทยาการหลายอย่าง เช่น พีชคณิต (Algebra) ที่มาจากคำว่า อัล-จาบ ในภาษาอาระบิก ตรีโกณมิติ และการนำตัวเลข 0-9 ซึ่งมีรากฐานมาจากอินเดียมาเผยแพร่สู่โลกตะวันตก เป็นสิ่งที่พิสูจน์ความก้าวหน้าในยุคนั้นได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่ยุโรปยังคงใช้เลขโรมันที่ซับซ้อน นักปราชญ์มุสลิมได้วางรากฐานการคำนวณที่ทันสมัย และการถ่ายทอดความรู้นี้ไปสู่ยุโรปผ่านบุคคลสำคัญอย่าง ฟีโบนัชชี ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยต่อยอดให้เกิดยุคเรอเนซองส์ในยุโรปในเวลาต่อมา
จักรวรรดิออตโตมัน: มหาอำนาจผู้ครองสามทวีป
เมื่อยุคคอลีฟะห์ผ่านไป ประวัติศาสตร์ก็นำพาเราเข้าสู่ยุคของ 'จักรวรรดิออตโตมัน' ซึ่งเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ครอบคลุมพื้นที่สามทวีป ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และแอฟริกาเหนือ ชาวเติร์กผู้เป็นมุสลิมซุนนีได้สถาปนาอำนาจขึ้นและยึดครองคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จในปี 1453 เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการเมืองโลกไปโดยสิ้นเชิง
ความยิ่งใหญ่ของออตโตมันคือการคุมเส้นทางการค้าและพื้นที่สำคัญของเมดิเตอร์เรเนียน แต่ความยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ไม่ลงรอยกัน ทั้งชาวอาหรับ กรีซ และเซอร์เบีย ต่างก็รอคอยโอกาสที่จะแยกตัวเป็นอิสระ การเมืองภายในออตโตมันที่เริ่มอ่อนแอลง ประกอบกับการขยายตัวของลัทธิชาตินิยม ทำให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจตะวันตกอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสต้องการเข้ามาแทรกแซง
สงครามโลกและจุดเริ่มต้นของแผนที่ตะวันออกกลางปัจจุบัน
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคนี้ถูกจับตามองคือ 'การปฏิวัติอุตสาหกรรม' เมื่อน้ำมันกลายเป็นเชื้อเพลิงที่มีมูลค่ามหาศาล ความสนใจจากโลกตะวันตกจึงพุ่งเป้ามาที่แหล่งทรัพยากรแห่งนี้ อังกฤษและเยอรมันต่างก็วางแผนยุทธศาสตร์เพื่อเข้าถึงแหล่งน้ำมันในเปอร์เซียและอ่าวเปอร์เซีย โดยอังกฤษได้ทำข้อตกลงและสัมปทานจนนำไปสู่การก่อตั้งบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันในชื่อ BP
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษได้วางแผนทำลายจักรวรรดิออตโตมันโดยการสนับสนุนชาวอาหรับให้ลุกขึ้นมา 'ปลดแอก' นำโดยการมีส่วนร่วมของบุคคลประวัติศาสตร์อย่าง ลอเรนซ์ แห่งอาระเบีย โดยสัญญาว่าจะมอบดินแดนอิสระให้แก่ท่านฮุเซน บิน อาลี แต่ในขณะเดียวกันอังกฤษกลับทำข้อตกลงลับกับฝรั่งเศสเพื่อแบ่งเค้กดินแดนเหล่านี้ และให้คำมั่นกับกลุ่มไซออนิสต์ในการจัดตั้งรัฐอิสราเอล ซึ่งเป็นการตระบัดสัตย์ที่สร้างความแค้นใจและเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน
จากรัฐพักรบสู่มหาอำนาจน้ำมันและสัญลักษณ์บนธงชาติ
พื้นที่ในอ่าวเปอร์เซียอย่าง กาตาร์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดิมทีเป็นพื้นที่ที่อังกฤษเรียกว่า 'รัฐพักรบ' (Trucial States) ซึ่งในอดีตเคยเป็นแหล่งค้าไข่มุกที่สำคัญมากกว่าน้ำมัน ก่อนที่เทคโนโลยีการขุดเจาะจะเปลี่ยนให้พื้นที่ทะเลทรายที่เคยอยู่อาศัยยากลำบาก กลายเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งของโลกในปัจจุบัน
ท้ายที่สุด การกำเนิดของซาอุดิอาระเบียภายใต้กษัตริย์อับดุลอาซิส ก็เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการเมืองที่ผสมผสานกับศาสนาอย่างเข้มข้น ธงชาติสีเขียวที่มีคำปฏิญาณ 'ชะฮาดะห์' และรูปดาบ ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นการประกาศถึงความมุ่งมั่นในการรักษารากฐานและจารีตประเพณีของรัฐศาสนา ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยี การเข้าใจประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการไขความกระจ่างถึงเหตุผลที่โลกตะวันออกกลางเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
ที่มา : youtube channel THE SECRET SAUCE
