ทำไมเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ถึงกลายเป็นสกุลเงินสากลที่ทั่วโลกยอมรับ?
เมื่อเราพูดถึงระบบเศรษฐกิจโลก สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการถกเถียง ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศที่ห่างไกล การกำหนดราคาทองคำในตลาดโลก หรือแม้แต่การซื้อขายน้ำมันดิบที่ต้องระบุราคาเป็นดอลลาร์ต่อบาร์เรล คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมโลกต้องให้เกียรติสกุลเงินนี้ขนาดนั้น? เป็นไปได้หรือไม่ที่สกุลเงินอื่นจะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่นี้แทน? วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงประวัติศาสตร์และกลไกที่ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นรากฐานของระบบการเงินโลก
ก่อนที่ดอลลาร์จะถือกำเนิดขึ้น โลกมีการค้าขายระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน และมักจะใช้สกุลเงินของมหาอำนาจในยุคนั้นเป็นตัวกลาง เช่น เหรียญเปโซของสเปนที่เคยแพร่หลายในช่วงยุคการเดินเรือและการสำรวจโลก แม้กระทั่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาของไทย เราก็มีการใช้เงินตราต่างประเทศในการค้าขายตามอิทธิพลของมหาอำนาจในขณะนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องสกุลเงินหลักเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหาร
ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แม้ดอลลาร์สหรัฐฯ จะเริ่มถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้มีความสำคัญในระดับโลก ดังจะเห็นได้จากหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยอย่าง เงินถุงแดง ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งใช้เหรียญเม็กซิโกในการค้าขายและเก็บสะสม มิใช่เงินดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในอดีต สกุลเงินที่มีความน่าเชื่อถือคือสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับจากการค้าขายจริง ไม่ใช่สกุลเงินที่เพิ่งเกิดใหม่จากประเทศที่กำลังสร้างตัว
ยุคทองของปอนด์สเตอร์ลิงและความพยายามสร้างเสถียรภาพ
ก่อนหน้าดอลลาร์ สกุลเงินที่ครองโลกอย่างแท้จริงคือ ปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ เนื่องจากจักรวรรดิอังกฤษในยุคนั้นคือดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ด้วยความยิ่งใหญ่ทางทะเลและอาณานิคมที่กระจายอยู่ทั่วโลก อังกฤษจึงได้สร้างระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ขึ้นมา เพื่อผูกค่าเงินปอนด์กับทองคำให้มีความเสถียรมากที่สุด
การทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการสร้างมาตรฐานความเชื่อมั่น หากใครถือเงินปอนด์ ก็มั่นใจได้ว่าจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ในมูลค่าที่คงที่และคาดการณ์ได้ ต่างจากสกุลเงินอื่นที่อาจผันผวนตามสถานการณ์ ทำให้ปอนด์สเตอร์ลิงกลายเป็นสกุลเงินสำรองที่พ่อค้าทั่วโลกต้องการสะสม เพราะมันช่วยลดความเสี่ยงในการค้าขายระหว่างประเทศได้อย่างมหาศาล
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2: จุดเปลี่ยนสำคัญสู่ยุคดอลลาร์
จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะสกุลเงินโลก เกิดขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรปและเอเชียต่างบอบช้ำจากสงคราม เศรษฐกิจพังทลาย และต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อฟื้นฟูประเทศ สหรัฐอเมริกาในขณะนั้นกลับอยู่ในสถานะที่เป็นผู้ชนะและมีเงินทุนเหลือเฟือจากการเป็นผู้ผลิตและขายอาวุธในช่วงสงคราม
สหรัฐฯ จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการขยายอิทธิพลผ่านการปล่อยกู้ให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก การกระทำนี้ไม่ใช่ความใจดี แต่เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ต้องการครองความเป็นพี่ใหญ่ในโลกเสรีนิยม เพื่อคานอำนาจกับโซเวียตในช่วงสงครามเย็น พร้อมทั้งกำหนดระเบียบการเงินโลกใหม่ผ่านการประชุมที่เมืองเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods Agreement)
ระบบเบรตตันวูดส์และการผูกดอลลาร์กับทองคำ
ในการประชุมเบรตตันวูดส์ สหรัฐฯ ได้เสนอให้ทุกประเทศผูกค่าเงินของตนเองไว้กับดอลลาร์สหรัฐฯ และดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นสกุลเงินเดียวที่ผูกกับทองคำในอัตรา 35 ดอลลาร์ต่อทองคำ 1 ออนซ์ ระบบนี้ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินหลักที่ทุกคนต้องถือครองเพื่อใช้ในการค้าขายและสะสมแทนทองคำ ซึ่งถือเป็นชัยชนะทางการเงินครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ไม่ได้อยู่ยั่งยืน เมื่อสหรัฐฯ ต้องใช้จ่ายเงินมหาศาลทั้งในโครงการอวกาศและสงครามตัวแทน ทำให้มีการพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาเกินกว่าปริมาณทองคำที่มีอยู่จริง นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นของนานาประเทศที่เริ่มเทขายดอลลาร์เพื่อแลกเป็นทองคำ จนในที่สุดประธานาธิบดีนิกสันต้องประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำในปี 1971 หรือที่รู้จักกันในชื่อ นิกสันช็อก (Nixon Shock)
จากทองคำสู่ทองคำดำ: ยุคเปโตรดอลลาร์ (Petrodollar)
แม้จะยกเลิกการผูกกับทองคำไปแล้ว แต่ดอลลาร์ก็ไม่ได้หมดความสำคัญลง เพราะสหรัฐฯ ได้สร้างข้อตกลงใหม่กับซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศโอเปก (OPEC) ให้การขายน้ำมันต้องระบุเป็นสกุลเงินดอลลาร์เท่านั้น สิ่งนี้เปลี่ยนจากระบบมาตรฐานทองคำไปสู่ระบบเปโตรดอลลาร์ น้ำมันหรือทองคำดำกลายเป็นหลักประกันใหม่ที่ทำให้ดอลลาร์ยังคงมีความต้องการทั่วโลก
เพราะน้ำมันคือทรัพยากรที่ทุกประเทศต้องใช้ ทุกคนจึงจำเป็นต้องสะสมเงินดอลลาร์เพื่อนำไปซื้อน้ำมัน ส่งผลให้ดอลลาร์ยังคงรักษาความเป็นสกุลเงินหลักจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเราเริ่มเห็นกระแสการพยายามลดการพึ่งพาดอลลาร์ผ่านการใช้เงินหยวนหรือรูเบิลในการซื้อขายน้ำมันมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จับตามองว่าระบบการเงินโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต
ที่มา : youtube channel Point of View
