วิเคราะห์ผลประกอบการ OR ไตรมาส 2 ปีนี้ พลิกขาดทุนหนักจากรายการพิเศษ
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยตัวเลขออกมาน่าตกใจด้วยผลขาดทุนสุทธิถึง 1,774 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการพลิกจากกำไรสุทธิ 2,232 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกำไร 2,415 ล้านบาทในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา แม้ว่าในเชิงการดำเนินงานปกติ (Operation) ธุรกิจไลฟ์สไตล์และร้านคาเฟ่ อเมซอน จะยังคงมีการขยายตัวได้ดีเยี่ยม แต่บริษัทกลับต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากรายการพิเศษที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตัวเลขกำไรสุทธิ
เปิดสาเหตุที่แท้จริง: ผลกระทบจากมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV)
สาเหตุหลักที่ทำให้ OR พลิกขาดทุนในครั้งนี้เกิดจากการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือหรือที่ในภาษาบัญชีเรียกว่า NRV (Net Realizable Value) ซึ่งบริษัทต้องบันทึกขาดทุนในส่วนนี้ไปถึง 2,433 ล้านบาท สถานการณ์นี้เกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา โดยในช่วงต้นไตรมาส 2 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึงระดับ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้กลุ่ม ปตท. ต้องเร่งจัดหาและสต๊อกน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศตามพันธกิจหลักที่ว่าน้ำมันห้ามขาดแคลนเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงปิดงบไตรมาส 2 ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนของสต๊อกน้ำมันที่มีอยู่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน ทำให้บริษัทต้องทำการบันทึกขาดทุนจากการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งหากตัดรายการพิเศษนี้ออกไป ผลประกอบการของ OR ในไตรมาส 2 นี้จะยังคงมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 600-700 ล้านบาท
ภาพรวมธุรกิจยังเติบโตแม้มีปัจจัยลบกดดัน
แม้จะมีผลขาดทุนจากรายการพิเศษ แต่ในด้านรายได้จากการขายและบริการของ OR ในไตรมาส 2 ยังคงเติบโตถึง 23% อยู่ที่ 25,667 ล้านบาท โดยหากพิจารณาแยกตามกลุ่มธุรกิจพบว่าธุรกิจ Seamless Mobility ยังคงแข็งแกร่งด้วยรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการกว่า 2,428 สาขา และการขยายตัวของสถานีชาร์จ EV Station PluZ ถึง 1,353 แห่ง นอกจากนี้ ธุรกิจ All Lifestyle ก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะคาเฟ่ อเมซอน ที่ทำยอดขายรวมได้ถึง 229 ล้านแก้ว และมีสาขารวมกว่า 4,800 แห่ง ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
มุมมองอนาคตและทิศทางจากนักวิเคราะห์
แหล่งข่าวจาก KGI ประเทศไทย ได้วิเคราะห์ว่าผลขาดทุนที่เกิดขึ้นเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time item) และคาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาส 3 นี้ ผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน เนื่องจากจะไม่ได้รับผลกระทบจากขาดทุนสต๊อกน้ำมันเหมือนในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยยังคงราคาเป้าหมายหุ้น OR ไว้ที่ 12 บาท อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าการตลาดน้ำมัน ปริมาณการขาย และสถานการณ์ในประเทศกัมพูชาที่มีการดำเนินงานของสถานีบริการและร้านคาเฟ่ อเมซอนอยู่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ต้องจับตากันต่อไปเป็นระยะ
ที่มา : youtube channel Kaohoon TV Online - ข่าวหุ้นทีวีออนไลน์
