เบื้องลึกดีลใหญ่แห่งปี: เมื่อยักษ์ใหญ่เครื่องดื่มเตรียมโบกมือลา KFC
วงการธุรกิจไทยกำลังสั่นสะเทือนจากกระแสข่าวใหญ่ที่สื่อต่างประเทศอย่าง Bloomberg ได้ตีแผ่ถึงความเป็นไปได้ที่ 'ไทยเบฟเวอเรจ' (ThaiBev) หรือกลุ่มบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของไทย กำลังพิจารณาขายกิจการร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอย่าง KFC ออกจากพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง คาดการณ์กันว่าจะมีมูลค่าสูงทะลุหลัก 10,000 ล้านบาท โดยมีกำหนดการที่อาจเกิดขึ้นภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
ปัจจุบัน ไทยเบฟถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในธุรกิจแฟรนไชส์ KFC ของไทย โดยบริหารจัดการสาขามากกว่า 500 แห่งผ่านบริษัทลูกที่ชื่อว่า 'QSR of Asia' (QSA) การตัดสินใจในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนและผู้ติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
เหตุผลเบื้องหลัง: การปรับทัพสู่ Non-Core Asset
จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมร้านอาหารและแหล่งข่าวภายใน The Standard Wealth พบว่าเหตุผลหลักที่ทำให้กลุ่มไทยเบฟต้องการขายกิจการนี้ออกไป คือการปรับโครงสร้างธุรกิจให้กลับมาโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด ซึ่งก็คือ 'อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม' ทั้งในกลุ่มที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์
ต้องเข้าใจก่อนว่า สัดส่วนรายได้กว่า 90% ของไทยเบฟมาจากธุรกิจเครื่องดื่ม การที่บริษัทกระโดดเข้ามาเล่นในธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดนั้น ถูกมองว่าเป็นเพียง 'Non-Core Asset' หรือธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก แม้ KFC จะเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง แต่ในเชิงกลยุทธ์ระยะยาว ไทยเบฟอาจมองว่าการทุ่มทรัพยากรไปที่การบริหารจัดการร้านอาหารที่มีความซับซ้อนสูงและมีค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานมาก อาจไม่ใช่แนวทางที่ตอบโจทย์เป้าหมายการเติบโตหลักของบริษัทอีกต่อไป
ย้อนรอยการลงทุน: จากผู้บุกเบิกสู่การตัดสินใจเปลี่ยนมือ
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 หรือประมาณ 9 ปีที่แล้ว ไทยเบฟใช้เงินลงทุนมหาศาลกว่า 11,400 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อกิจการ KFC จำนวน 240 แห่ง ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นก้าวสำคัญที่สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดให้กับกลุ่มธุรกิจอาหารของบริษัท แต่หลังจากผ่านไปเกือบหนึ่งทศวรรษ สภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันในตลาดฟาสต์ฟู้ดที่มีความท้าทายมากขึ้น ทั้งในเรื่องของต้นทุนการตลาดที่พุ่งสูงขึ้น ค่าเสื่อมราคาจากการขยายสาขา และความผันผวนของผู้บริโภค ทำให้ผลกำไรสุทธิในธุรกิจอาหารลดลงกว่า 44.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ใครคือผู้ท้าชิงที่อาจคว้าดีลหมื่นล้านนี้ไป?
ในตลาดมีการพูดถึงชื่อบริษัทรายใหญ่หลายแห่งที่อาจเข้ามาซื้อกิจการต่อจากไทยเบฟ โดยมีประเด็นวิเคราะห์ที่น่าสนใจดังนี้:
1. กลุ่ม OR (ปตท. น้ำมันและการค้า): แม้จะมีกระแสข่าวว่าให้ความสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าพฤติกรรมการลงทุนของ OR ในช่วงที่ผ่านมามักเน้นไปที่ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก มากกว่าการทุ่มเงินก้อนโตระดับหมื่นล้านในดีลขนาดใหญ่แบบนี้
2. กลุ่มเซ็นทรัล: ถือเป็นตัวเต็งที่น่าสนใจที่สุด เนื่องจากเป็นผู้บริหารแฟรนไชส์ KFC เดิมในประเทศไทยอยู่แล้ว (ผ่าน CRG) การรับซื้อกิจการส่วนของไทยเบฟจะช่วยเสริมแกร่งและขยายพอร์ตโฟลิโอในตลาดฟาสต์ฟู้ดให้ครอบคลุมและทรงพลังยิ่งขึ้น
3. รายอื่นๆ: สำหรับกลุ่ม CP หรือดุสิตธานีนั้น ข้อมูลล่าสุดยังไม่พบความเคลื่อนไหวหรือสัญญาณใดๆ ว่าจะมีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้ท้าชิงในดีลนี้
ความซับซ้อนของดีลที่ต้องผ่าน Master Franchise
ดีลนี้ไม่ใช่เพียงการตกลงซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสองฝ่ายเท่านั้น แต่มีความซับซ้อนที่ต้องได้รับอนุมัติจาก 'Master Franchise' หรือเจ้าของลิขสิทธิ์แบรนด์ระดับโลกอย่าง 'Yum! Brands' ด้วย ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาและความละเอียดรอบคอบสูง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการคาดการณ์การปิดดีลจึงถูกวางเป้าไว้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการธุรกิจอาหารของไทยเบฟในช่วงครึ่งปีแรกจะมีกำไรลดลง แต่บริษัทก็ยังคงเดินหน้าตามแผนขยายสาขา KFC อีกกว่า 40 แห่งในปีนี้ ตามงบลงทุนที่วางไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในระหว่างที่ยังไม่เปลี่ยนมือ ธุรกิจยังคงต้องรักษาระดับการแข่งขันและมาตรฐานการบริการให้ดีที่สุด
สรุปได้ว่า การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของไทยเบฟ ไม่ใช่เรื่องของความล้มเหลว แต่เป็น 'การปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ' เพื่อมุ่งเน้นไปที่ความเชี่ยวชาญหลักขององค์กร ซึ่งเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ใครจะเป็นผู้คว้ากิจการ KFC สาขาที่ใหญ่ที่สุดในไทยไปครองในท้ายที่สุด #itblockman #ThaiBev #KFC #ธุรกิจอาหาร #ข่าวนิคม #การลงทุน
