ความคืบหน้ากรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการคัดกรองข้อมูล
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์การคัดกรองผู้มีสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยชี้แจงถึงประเด็นความล่าช้าและปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ฐานข้อมูลหน่วยงานต่างๆ ซึ่งพบว่ามีประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลส่วนตัวไปแอบอ้างจดทะเบียนเป็นกรรมการบริษัท ส่งผลให้สถานะทางทะเบียนราษฎร์และรายได้ของประชาชนเหล่านั้นดูเหมือนสูงเกินเกณฑ์ที่จะได้รับสวัสดิการ
มาตรการคืนสิทธิให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์
ทางกระทรวงการคลังได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและยืนยันว่าจะมีการดำเนินการคืนสิทธิให้กับประชาชนที่ถูกหลอกลวงอย่างเต็มที่ โดย นายเอกนิติ ระบุว่าข้อมูลที่ปรากฏในระบบตามหลักการนั้นถูกต้องในเชิงกฎหมาย คือผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทย่อมถือว่ามีรายได้ แต่ในเชิงข้อเท็จจริงประชาชนเหล่านั้นคือผู้เสียหายที่ถูกฉ้อโกง ดังนั้นทางหน่วยงานจึงประสานงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อจัดการกับบริษัทที่ทำผิดกฎหมายและเร่งคืนสิทธิให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน โดยย้ำว่าประชาชนกลุ่มนี้ไม่มีความผิดและไม่ควรถูกตัดสิทธิจากความไม่รู้
วิสัยทัศน์การยกระดับวัยแรงงานสู่ความยั่งยืน
นอกจากประเด็นการคืนสิทธิแล้ว นายเอกนิติ ยังได้เปิดเผยถึงข้อมูลเชิงลึกจากการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบล่าสุด ซึ่งพบว่ากว่าร้อยละ 50 ของผู้ลงทะเบียน 9 ล้านกว่าคนอยู่ในช่วงอายุ 20 ถึง 60 ปี หรือกลุ่มวัยแรงงาน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงและเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเป้าหมายถัดไปของกระทรวงคือการใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ ไม่ใช่เพียงการแจกเงินสวัสดิการระยะสั้น แต่คือการสร้างอาชีพให้พวกเขามีรายได้ที่มั่นคงและพ้นจากวงจรความยากจนอย่างถาวร
งบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัดในการดูแลประชาชน
ในส่วนของข้อกังวลเรื่องภาระงบประมาณแผ่นดินที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากการคัดกรองผู้มีสิทธิใหม่ นายเอกนิติ ยืนยันว่าเรื่องงบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัด เนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเฉลี่ยปีละ 60,000 ถึง 70,000 ล้านบาทเพื่อดูแลสวัสดิการประชาชนมาโดยตลอด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตัดงบประมาณ แต่คือการบริหารจัดการข้อมูลให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพื่อให้สวัสดิการไปถึงมือผู้ที่ไม่มีรายได้หรือไม่มีที่พึ่งพิงจริงๆ โดยยังคงสิทธิประโยชน์เดิมสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการไว้อย่างครบถ้วน
บทสรุปของเรื่องนี้คือการก้าวไปสู่ระบบสวัสดิการที่แม่นยำกว่าเดิม การนำข้อมูลมาใช้จะช่วยป้องกันการทุจริตและช่วยลดปัญหาการถูกหลอกลวง รวมถึงการสร้างรากฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับวัยแรงงานของไทย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
