สถานการณ์ตลาดโลก: เมื่อสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงกดดัน
ในช่วงที่ผ่านมาเราได้เห็นความผันผวนเกิดขึ้นในตลาดการเงินทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยร้อนแรงเริ่มมีจังหวะของการปรับฐานอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ทองคำและน้ำมันเองก็แสดงอาการย่อตัวหลังจากที่เคยพุ่งสูงขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจโลกหรือ Money Supply แม้จะยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่บ้าง แต่ทว่าอัตราการเพิ่มขึ้นนั้นกลับช้ากว่าการพุ่งขึ้นของราคาสินทรัพย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การไล่ราคาสินทรัพย์ทุกตัวพร้อมกันเหมือนในอดีตเริ่มทำได้ยากขึ้น
ปัจจัยสำคัญคือธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้ลดการอัดฉีดสภาพคล่องลงและมีท่าทีดึงเงินออกจากระบบ ส่งผลให้กระแสเงินสดในมือของนักลงทุนไม่ได้ล้นเหลือเหมือนช่วงหลังโควิด-19 ที่ทุกคนมีเงินสดในกระเป๋าพร้อมซื้อสินทรัพย์ ส่งผลให้เกิดภาวะที่เรียกว่าการโยกย้ายสินทรัพย์ (Rotation) แทนที่จะเห็นทุกอย่างขึ้นพร้อมกัน
ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใน AI และ Data Center
หลายคนมองว่าเทคโนโลยี AI คืออนาคต แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center กำลังกลายเป็นตัวกดดันเงินเฟ้อทางอ้อม เนื่องจากความต้องการใช้ทรัพยากร ทั้งวัสดุก่อสร้าง พลังงานไฟฟ้า และแร่หายากที่ต้องใช้ในการผลิตชิปประมวลผลเพิ่มสูงขึ้นมหาศาล สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่เมื่อมีความต้องการสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและกดดันเงินเฟ้อในที่สุด
คำถามที่น่ากังวลคือ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จะยังกล้าลงทุนหนักใน AI ต่อไปหรือไม่ หากต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งผลตอบแทน (IRR) ไม่คุ้มค่า ซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอการลงทุนในปีหน้า โดยเฉพาะหากยอดขายสินค้าผู้บริโภคอย่างสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์เริ่มลดลงเพราะราคาที่แพงเกินไป
มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยและกลยุทธ์การลงทุน
ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาถือว่าแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยนักลงทุนต่างชาติเริ่มหันมามองหุ้นกลุ่มที่มีความปลอดภัย (Defensive) มากขึ้น เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้พลังงานของ Data Center อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็บหุ้นปันผล ควรพิจารณาจังหวะอย่างรอบคอบ เพราะราคาหุ้นหลายตัวได้ปรับตัวขึ้นมาจนอัตราผลตอบแทนปันผลเริ่มลดลง
กลยุทธ์ที่สำคัญคือการไม่ทุ่มเงินลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป แต่ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงในบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่ลูกค้าขาดไม่ได้ เช่น บริษัทที่มีรายได้สม่ำเสมอหรือสินค้าที่ต้องซื้อซ้ำเป็นประจำ แม้ในยามที่เศรษฐกิจผันผวนบริษัทเหล่านี้มักจะมีความสามารถในการทำกำไรที่ยั่งยืนกว่า
ท้ายที่สุด การลงทุนในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์การปรับฐานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวินัยและการเข้าใจในมูลค่า (Valuation) ที่แท้จริงของธุรกิจ หากธุรกิจนั้นยังคงทำกำไรได้ดีและมีมูลค่าทางธุรกิจที่เหมาะสม แม้ในวันที่ตลาดปรับตัวลดลง นั่นอาจเป็นโอกาสทองที่นักลงทุนควรรอจังหวะเข้าสะสม มากกว่าการตื่นตระหนกตามกระแสข่าวรายวัน
ที่มา : youtube channel ถามอีก กับอิก - EIG - Earn Invest Grow
