วิกฤตหุ้นเกาหลีใต้: เมื่อกลไก Leverage ETF กลายเป็นดาบสองคม
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก หลายคนตั้งคำถามว่านี่คือปัจจัยเฉพาะตัวของเกาหลีใต้ หรือเป็นบทเรียนสำคัญที่นักลงทุนควรศึกษาเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ปัญหาสำคัญที่ทำให้ตลาดเกาหลีใต้มีความเปราะบางกว่าตลาดสหรัฐอเมริกา คือการที่ดัชนีถูกขับเคลื่อนและควบคุมโดยหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว เช่น Samsung และ SK Hynix ซึ่งมีสัดส่วน Market Cap รวมกันเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งตลาด ต่างจากตลาดสหรัฐฯ ที่มีการกระจายตัวของหุ้นกลุ่มผู้นำที่กว้างกว่ามาก
กลไกการเก็งกำไรและ Leverage ETF ตัวเร่งความรุนแรง
สาเหตุหลักที่ทำให้การปรับตัวลงของหุ้นเกาหลีใต้มีความรุนแรงผิดปกติ คือการที่นักลงทุนจำนวนมากกู้ยืมเงินผ่าน Margin Loan เพื่อนำมาลงทุน และที่น่ากังวลกว่านั้นคือการใช้ Leverage ETF เข้ามาเป็นเครื่องมือเพิ่มความเสี่ยง เมื่อนักลงทุนเห็นว่าตลาดมีทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน กลไกการเก็งกำไรจึงทำงาน นักลงทุนเริ่มคำนวณต้นทุนทางการเงินเทียบกับผลตอบแทนรายวัน หากต้นทุนต่ำกว่ากำไรที่คาดหวัง การแห่กันเข้าไปกู้ยืมและใช้ Leverage ETF จึงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นที่แพงอยู่แล้วกลายเป็นแพงเกินจริง และเมื่อถึงจุดที่ตลาดเกิดการกลับตัว แรงบีบจากการ Force Sell หรือการถูกบังคับขายคืน (Liquidate) จึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เปรียบเสมือนกลไกในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูง
บทเรียนจากความต่าง: ทำไมตลาดหุ้นไทยถึงรอด?
หากวิเคราะห์ย้อนกลับมาที่ตลาดหุ้นไทย จะพบว่าเราแทบไม่ได้รับผลกระทบในระดับเดียวกันกับเกาหลีใต้ สาเหตุสำคัญคือระดับการใช้ Leverage ในประเทศไทยยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยพิจารณาจากวงเงินในระบบ Block Trade ที่ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจเหมือนในอดีตที่เคยมีการเก็งกำไรอย่างหนัก ทำให้ตลาดหุ้นไทยเปรียบเสมือนที่พักพิงในช่วงที่ตลาดต่างประเทศเกิดความผันผวนสูง เนื่องจากไม่มีปัญหาความเสี่ยงจากการถูกบังคับขายจาก Leverage ETF ในสัดส่วนที่สูงเกินควบคุม
โอกาสหรือกับดัก? มุมมองการลงทุนในอนาคต
เมื่อพิจารณาจากการที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญกับ Circuit Breaker บ่อยครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา การที่ดัชนีและหุ้นแม่ตัวหลักอย่าง Samsung และ SK Hynix ปรับตัวลดลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณว่าแรงขายจากการถูกบังคับปิดสถานะได้ผ่านจุดที่รุนแรงที่สุดไปแล้ว การปรับตัวลงแรงๆ ในช่วงท้ายถือเป็นจังหวะที่นักลงทุนระยะยาวอาจมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าสะสม อย่างไรก็ตาม ผมขอแนะนำว่าวิธีการลงทุนที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการใช้ Leverage เกินตัว และเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานรองรับด้วยความอดทน ตลาดหุ้นยังคงเปิดทำการทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบทำกำไรจนนำไปสู่ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้
ที่มา : youtube channel FINNOMENA
