การปรับทัพครั้งสำคัญของ Honda City
Honda City โฉมใหม่ได้สร้างกระแสฮือฮาด้วยการปรับกลยุทธ์ด้านราคาและรุ่นย่อยให้มีความชัดเจนและเร้าใจยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่การแข่งขันสูงมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากค่ายจีน การปรับโฉมครั้งนี้เน้นการนำเสนอความคุ้มค่าผ่านขุมพลังไฮบริด e:HEV ที่เป็นจุดขายหลัก โดยแบ่งเป็นรุ่นย่อยที่เข้าถึงง่ายขึ้นและออปชันที่จัดมาให้แบบแน่นๆ
เจาะลึกรุ่นย่อย SV รุ่นขายดีที่ใครๆ ก็พูดถึง
ในไลน์อัปปัจจุบัน Honda City มีให้เลือกทั้งขุมพลัง VTEC Turbo ในรุ่นเริ่มต้น S และรุ่นไฮบริด e:HEV อีก 3 รุ่นย่อย ซึ่งรุ่น SV ที่นำมาเจาะลึกในครั้งนี้ถือเป็นรุ่นรองท็อปที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากให้สมดุลระหว่างราคาและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน ในราคา 689,000 บาท ซึ่งถูกกว่ารุ่นท็อป RS ถึง 50,000 บาท ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ครอบครัวที่ประหยัดน้ำมันและมีเทคโนโลยีความปลอดภัยครบถ้วน
ดีไซน์ภายนอกและภายในที่เน้นความเฉียบคม
การออกแบบภายนอกภายใต้แนวคิด Sharpen ทำให้ตัวรถดูมีความสปอร์ตและเฉียบคมมากขึ้น ด้วยชุดไฟหน้าแบบ LED ทุกรุ่นย่อย พร้อม Connecting Light ที่ช่วยให้ไฟ Daytime Running Light ดูโดดเด่น กระจังหน้าลายรังผึ้งดีไซน์ใหม่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้วที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมแถบไฟ Ambient Light ที่ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร แม้ในรุ่น SV จะปรับสีไฟไม่ได้เหมือนรุ่น RS แต่ก็ให้ความรู้สึกที่หรูหราเพียงพอต่อการใช้งาน
สมรรถนะการขับขี่และระบบไฮบริด e:HEV
หัวใจสำคัญของรุ่นนี้คือขุมพลัง e:HEV ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 109 แรงม้า แรงบิด 253 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร จากการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ที่ 10.03 วินาที และการเร่งแซง 80-120 กม./ชม. อยู่ที่ 7.72 วินาที ซึ่งถือว่าตอบสนองได้อย่างฉับไวในชีวิตประจำวัน จุดเด่นที่สำคัญคือความประหยัดน้ำมันที่ทำได้จริงในระดับ 21-22 กม./ลิตร แม้จะไม่ได้เปิดโหมดประหยัดสุดขีดก็ตาม ระบบ Regenerative Braking ช่วยให้การชะลอความเร็วมีความสมูทและยังช่วยปั่นไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบความปลอดภัย Honda SENSING
Honda ให้ระบบความปลอดภัย Honda SENSING มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย โดยเฉพาะระบบ Adaptive Cruise Control ที่ทำงานได้จนถึงจุดหยุดนิ่งและมีระบบช่วยประคองรถให้อยู่กลางเลน ซึ่งช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่ทางไกลได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ควรจำไว้เสมอว่านี่คือระบบช่วยขับขี่ ไม่ใช่ระบบขับขี่อัตโนมัติ จึงยังต้องให้ความสำคัญกับการจับพวงมาลัยตลอดเวลา
ข้อสังเกตและการดูแลรักษา
แม้จะมีความคุ้มค่าสูง แต่ยังมีข้อสังเกตบางประการ เช่น วัสดุในบางจุดที่อาจสะท้อนแสงแดด ออปชันบางอย่างที่สงวนไว้ให้เฉพาะรุ่น RS เช่น ระบบ Honda LaneWatch หรือกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ และเซนเซอร์กะระยะที่หายไป อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาระยะยาวนั้นค่อนข้างอุ่นใจด้วยการรับประกันระบบไฮบริด 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนานถึง 10 ปี ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาไม่ต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป
ที่มา : youtube channel Tsuit ที่สุดของเรื่องรีวิว
